
ภาคประชาชนจี้20โครงการมาบตาพุดทำเอชไอเอใหม่
ภาคประชาชนยื่นหนังสือต่อเอกชนรายใหญ่ในมาบตาพุดร้อง 20 โครงการต้องทำเอชไอเอใหม่ เพราะไม่ถูกตามหลักเกณฑ์
ภาคประชาชนยื่นหนังสือต่อเอกชนรายใหญ่ในมาบตาพุดร้อง 20 โครงการต้องทำเอชไอเอใหม่ เพราะไม่ถูกตามหลักเกณฑ์
นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกเปิดเผยภายหลังการยื่นหนังสือ ต่อนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บริษัทปตท. และบริษัทสยามซีเมนต์ กรุ๊ป ว่า ทางเครือข่ายมีข้อเรียกร้องจำนวน 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. ต้องการให้ส.อ.ท.รวมถึงบริษัทในโครงการต่างๆ จำนวน 20 โครงการ พิจารณากระบวนการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ใหม่ เนื่องจากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ผิดขั้นตอนตามเนื้อหาทางกฎหมาย โดยให้ผู้ประกอบการตอบกลับภายใน 7 วัน หากไม่ตอบกลับก็จะมีมาตรการอื่นๆ ตามมา
ทั้งนี้ แนวทางการปฏิบัติตามเอชไอเอที่ไม่ถูกต้อง เช่น 1. แจ้งสาธารณชนที่สนใจเข้าร่วมรับฟังความเห็นไม่ครบ 1 เดือน ไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน และเปิดเผยเอกสารไม่ถึง 15 วัน 2. จัดเวทีรับฟังความเห็นหลายโครงการพร้อมกัน ไม่สามารถเข้ารับฟังได้ครบ 3. เนื้อหาในเอกสารไม่ครบถ้วน เป็นต้น ซึ่งเหตุอาจเกิดจากความรีบร้อน เพราะมีภาระด้านการเงิน และการทำเอชไอเอเป็นกระบวนการใหม่ จึงอาจมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างทำให้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการทำเอชไอเอ
สำหรับโครงการที่เข้าข่ายดังกล่าว อาทิ โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 6 ของบริษัทปตท. โครงการโรงงานโอเลฟินส์และโครงการเปลี่ยนแปลงรายรายละเอียดโครงการโรงงานโอเลฟินส์ ของบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ เป็นต้น
2. ต้องการให้ส.อ.ท.ตั้งคณะกรรมการร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงในการก่อสร้างอาคารโรงงานของทุกโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างละเอียด เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ไม่มั่นใจว่าการก่อสร้างโรงงานไม่ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง เช่น ไม่มีการตอกเสาเข็ม เป็นต้น จึงต้องการให้มีการตรวจสอบข้อจริง เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายที่ร้ายแรง
3. เครือข่ายฯ ขอมีส่วนร่วมในโครงการ “เพื่อนชุมชน ความร่วมมือของกลุ่มอุตสาหกรรมไทย” เนื่องจากสนับสนุนแนวความคิดของโครงการดังกล่าว ซึ่งหลักการและเหตุผล รวมถึงขั้นตอนการปฏิบัติ ต้องการการมีส่วนร่วมร่วมจากทุกภาคส่วน
4. ต้องการให้บริษัทที่ลงทุนอยู่ในพื้นที่ทำแผนการลงทุนให้ชัดเจนในระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้ชุมชนเห็นภาพ และสามารถรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ รวมถึงต้องการ ให้ทบทวนแผนขนยายการลงทุนภายใต้การพัฒนารูปแบบอื่น ไม่ใช่ขยายพื้นที่เพื่ออุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
“ทั้งปตท. และบริษัทสยามซีเมนต์ ก็รับข้อเสนอไปพิจารณา ซึ่งเครือข่ายฯ ต้องการให้ปรับปรุงการทำเอชไอเอ อาจไม่ต้องทำใหม่ทั้งหมด แต่แก้ไขในส่วนที่บกพร่องให้ถูกต้องตามกฎหมาย” นายสุทธิ กล่าว
สำหรับการประกาศบัญชีรายชื่อกิจการรุนแรง ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเตรียมจะพิจารณาในวันที่ 23 ส.ค. นี้ เห็นว่า มีความจำเป็นจะต้องมีประกาศออกมา แต่ต้องคำนึงถึงพื้นที่ โดยระบุพื้นที่ล่อแหลมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดระยอง ซึ่งถือว่าไม่เอื้อต่อการลงทุนแล้ว ดังนั้นทุกโครงการในจ.ระยองควรจะเข้าข่ายกิจการรุนแรงทั้งหมด
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า การทำเอชไอเอเอกชนได้ทำตามเงื่อนไขอยู่แล้ว เพราะหากไม่ทำก็คงไม่ผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณาจาคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) แต่ก็ต้องเห็นใจว่าการทำในช่วงแรก ทั้ง 76 โครงการก็เร่งรีบ ขณะที่แผนการขยายการลงทุนถือเป็นความลับของแต่ละบริษัท ซึ่งการลงทุนใหม่คงมีไม่มาก เพราะพื้นที่มีจำกัด และแนวโน้มการลงทุนส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปในทิศทางอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์หมดแล้ว







