
'ไอเดีย กะ ปัญญา'
Snapchat เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2011 เป็น App ใช้แชตผ่านรูปภาพหรือวิดีโอ
โดย...ปพนธ์ มังคละธนะกุล
Snapchat เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2011 เป็น App ใช้แชตผ่านรูปภาพหรือวิดีโอ โดยจุดแตกต่างของ Snapchat คือรูปภาพหรือวิดีโอที่ส่งมาแชตนั้น หากเปิดดูแล้วจะถูกลบทิ้งภายใน 10 วินาที
Feature อีกอันที่ได้รับความนิยมมากของ Snapchat คือ Stories เป็นการอัดวิดีโอของคนใช้ที่ต้องการแชร์กับกลุ่มเพื่อน และสามารถเพิ่มวิดีโอเข้าไปในรอบ 1 วันได้ โดยวิดีโอที่บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นจะมีอายุ 24 ชั่วโมง โดยภายใน 24 ชั่วโมงนั้นจะสามารถถูกเปิดดูกี่ครั้งก็ได้ แล้วก็จะถูกลบทิ้งทั้งหมดเมื่อครบกำหนดเวลา 24 ชั่วโมง
Snapchat ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่วัยรุ่น โดยเชื่อกันว่าในปัจจุบันมียอด Active User ประมาณ 100 ล้านคนต่อวัน กลุ่มคนใช้จะค่อนข้างแตกต่างจาก Facebook ที่คนใช้ Facebook จะมีอายุมากกว่า ส่วนใหญ่เป็น Gen X ขึ้นไป Snapchat คนที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น Gen Y
หากถามคนรุ่น Gen X อย่างผมถึง Snapchat ปฏิกิริยาแรกคงไม่หนีไปจากว่า ใครจะไปใช้ แชตแล้วไม่สามารถเก็บรูปไว้ได้ ไม่มีบันทึกเก็บไว้ แต่นั่นแหละคือจุดสร้างความแตกต่างของชาวมิลเลนเนียม
ประเด็นคือ คนรุ่น Gen Y เขาไม่ได้ต้องการเก็บอะไรมาก วันนี้ทำอะไร ก็ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ส่งให้เพื่อนดู ให้เพื่อนรู้ว่าตนเองทำอะไรบ้างวันนี้ไม่ต้องบรรยายอะไรมากมาย เป็นการบอกความเป็นไปที่ง่ายและสะดวกที่สุด เพียงแค่ถ่ายรูป ถ่ายคลิป โหลดลง Snapchat ให้เพื่อนๆ เห็นเท่านั้นพอ พรุ่งนี้ก็แชร์ใหม่ ไม่เห็นต้องเก็บเอาไว้เลย
คนรุ่นผมให้ตายก็ไม่มีทางคิด App ที่มีลักษณะแบบนี้ได้ เพราะมันจบตั้งแต่คอนเซ็ปต์หลักแล้วว่า App นี้จะไม่มีการบันทึกความทรงจำนะ มันเป็นการบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น ผ่านแล้วผ่านเลย
ตรงนี้เป็นความขัดแย้งของมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ของคนต่างวัยจริงๆ เพราะคนรุ่นผมนี่จะเขียนจะส่งต้องคิดแล้วคิดอีก ดังนั้น เมื่อส่งไปแล้วจึงต้องบันทึกได้ หากมีคนเสนอไอเดียนี้ขึ้นมาถูกฆ่าทิ้งอันดับแรกๆ แน่นอน
จากปรากฏการณ์ Snapchat จึงพอจะสรุปได้ว่า ด้วยความแตกต่างของวัยและมุมมองต่อสิ่งต่างๆ วันนี้หมดยุคของการที่คนไม่ได้ใช้สินค้าจะคิดให้คนอื่นใช้แล้ว เพราะความแตกต่างมันเยอะเหลือเกิน สินค้าหรือบริการที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ ต้องให้คนรุ่นใหม่เขาเป็นคนคิด พัฒนา เพราะเขาเข้าใจพวกกันเอง ไอเดียมาจากกลุ่มอื่น ไม่มีทางรอด
หากชาว Gen X เป็นนายเขา สิ่งที่ต้องทำคือ การให้พื้นที่ ให้โอกาส คนเหล่านี้ได้ปล่อยของออกมาเต็มที่ เพราะไอเดียของพวกเขาจะใหม่ สด เหมาะกับคนรุ่นเขา บทบาทจึงต้องเปลี่ยนจากการนำ เป็นการสนับสนุนและเติมเต็ม
สนับสนุนให้เขาได้เค้นไอเดียออกมาให้สุดยอดที่สุด และเติมเต็มในสิ่งที่เขาขาด นั่นคือ ความเก๋า ผ่าน “ปัญญา” ที่คนรุ่นเราสั่งสมมาจนมีความช่ำชองทันกับเล่ห์เหลี่ยมในโลกธุรกิจ หากทั้งสองรุ่นเข้าใจในจุดนี้ และยอมรับที่จะเติมเต็มซึ่งกันและกัน องค์กรนั้นจะมีพลังมหาศาล
“ไอเดีย” สด ต้องคู่กับ “ปัญญา” ที่รู้แจ้ง ถึงจะมีพลัง







