
เงินบาทแข็งค่าสุขในรอบ 28 เดือน
....วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (911 ส.ค. 2553) เงินบาทเปิดตลาดในทิศทางแข็งค่า โดยปรับตัวขึ้นผ่านแนวต้านที่ระดับ 32.0 ขึ้นทดสอบระดับแข็งค่าในรอบกว่า 2 ปี ที่ 31.99 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันจันทร์ อันเป็นผลจากการที่นักลงทุนมีการขายเงินดอลลาร์สหรัฐออกมา และหันไปถือครองสกุลเงินอื่นๆ รวมทั้งสกุลเงินเอเชีย หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงนี้ออกมาไม่ดี โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานสหรัฐที่ออกมาย่ำแย่
โดยในช่วงปลายสัปดาห์ กระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงานว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ ร่วงลงกว่า 2 เท่า จากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยลดลง 131,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. (คาดการณ์ที่ 6.5 หมื่นตำแหน่ง) ซึ่งเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันหลังลดลง 221,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย.
ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่ค่อนข้างย่ำแย่ของสหรัฐทำให้ตลาดมีการคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมนโยบายการเงินวันอังคาร โดยมุมมองดังกล่าวกระตุ้นให้นักลงทุนมีการลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ และเข้าซื้อสกุลเงินในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวหนุนให้ค่าเงินเอเชียปรับแข็งค่าขึ้น นำโดยเงินบาทที่ไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องมีการเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาท พร้อมระบุว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นรวดเร็วเกินไป แต่ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินภูมิภาค
ทั้งนี้ เงินบาทลดช่วงบวกลง โดยเคลื่อนไหวที่ระดับ 31.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงเช้าวันอังคาร โดยเป็นการปรับตัวตามสกุลเงินภูมิภาคที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเป็นส่วนใหญ่ หลังดอลลาร์สหรัฐมีการฟื้นตัวขึ้นเนื่องจากเทรดเดอร์มีการปรับลดสถานะขายเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดเงินในช่วงวันอังคารค่อนข้างเบาบาง โดยเงินบาทปรับตัวใกล้ระดับ 31.93 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายในช่วงก่อนรู้ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยสิ่งที่ตลาดมุ่งความสนใจในการประชุมรอบนี้คือ ประเด็นที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจในระยะใกล้ๆ ต่างบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังชะลอตัวลง
ในช่วงกลางสัปดาห์ เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยเปิดตลาดที่ระดับ 31.95 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงเช้าวันพุธ ก่อนปรับแข็งค่าแตะระดับ 31.88 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 28 เดือน ท่ามกลางภาวะการซื้อขายที่คึกคักในช่วงกลางสัปดาห์ ขณะที่ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 00.25% และย้ำถึงการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไป รวมทั้งการตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยการนำรายได้จากพันธบัตรจำนองที่ครบกำหนดไถ่ถอนแล้วไปซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวโน้มทางเศรษฐกิจหรือสกุลเงินเอเชีย แต่กลับเป็นการย้ำว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีการชะลอตัวลงและมีความเปราะบาง โดยการตัดสินใจดำเนินการดังกล่าวของเฟดเกิดขึ้นภายหลังตัวเลขเศรษฐกิจ ในช่วงนี้บ่งชี้ถึงความเสี่ยงในช่วงขาลงของเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 2 และตัวเลขการจ้างงานที่ร่วงลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศในช่วงต้นสัปดาห์ ทั้งประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานและข้อมูลภาคค้าปลีกออกมาแย่กว่าคาด ยิ่งเป็นการตอกย้ำความอ่อนแอทางเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันต่อการเคลื่อนไหวดอลลาร์สหรัฐ และหนุนให้ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาท พร้อมเผยว่าจะดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาทไม่ให้ผันผวนจนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบใกล้ระดับ 31.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์
ในสัปดาห์นี้ (1620 ส.ค. 2553) เงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 31.8532.15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้คงต้องจับตาสัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท. รวมถึงทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด ขณะที่ทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐอาจขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ อาทิ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก และผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน ส.ค. ดัชนีชี้นำภาวะเศรษฐกิจ ดัชนีราคาผู้ผลิต การผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และการอนุญาตก่อสร้างเดือน ก.ค. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิเดือน มิ.ย. รวมถึงรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์







