
กู้เงินบาทดีกว่ากู้ต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
การปรับลดอันดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของประเทศไทยจาก A- เป็น BBB+ โดยบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์นั้น มีการตีความผลกระทบไปหลายทางทั้งในด้านบวกและลบ แต่ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แหล่งข่าวระดับสูงจาก ธปท. ระบุว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เพราะเดิมทีบริษัทผู้จัดอันดับเครดิต รวมทั้งฟิทช์ มองประเด็นภาระหนี้ในต่างประเทศน่าจะสร้างปัญหาได้มากกว่าหนี้ในประเทศ แต่พอหลังวิกฤตซับไพรม์ของสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2551 บริษัทจัดอันดับเครดิตเริ่มเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า หนี้ทั้งในรูปสกุลเงินต่างประเทศและหนี้ในสกุลเงินท้องถิ่นต่างก็สร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจได้เช่นกัน ดังนั้น ฟิทช์จึงปรับเครดิตหนี้ต่างประเทศและหนี้สกุลเงินท้องถิ่นมาอยู่ระดับเดียวกัน ซึ่งไม่ได้ปรับแค่ประเทศไทย แต่ปรับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศด้วย
ทั้งนี้ การปรับเครดิตหนี้ในรูปเงินสกุลท้องถิ่นครั้งใหม่นี้ ฟิทช์ให้ความสำคัญหลัก 2 เรื่อง ในการให้เรตติ้ง คือ 1.ระดับหนี้สาธารณะหรือภาระการคลังต้องเข้มแข็ง ซึ่งไทยก็ไม่ได้มีปัญหาเลย แม้จะมีการกู้ในประเทศสูงขึ้นเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ระดับหนี้ที่สูงขึ้นก็ไม่ได้น่าห่วง เห็นได้จากหนี้ต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ไม่สูง แถมยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน และ 2.ประเทศไทยไม่เคยมีประวัติการให้สิทธิพิเศษหรือการปฏิบัติที่พิเศษต่อหนี้ในสกุลท้องถิ่นมากกว่าหนี้ในต่างประเทศ เพราะไทยไม่เคยประกาศเบี้ยวหนี้ หรือขอปรับโครงสร้างหนี้ในต่างประเทศแล้วให้สิทธิการชำระหนี้กับเจ้าหนี้ในประเทศก่อน
“ดูจากเงื่อนไขการปรับเรตติ้งรอบนี้ ไม่ได้มีประเด็นที่จะกระทบต่อเครดิตหรือเศรษฐกิจประเทศไทยโดยรวมเลย ไม่ได้เกิดจากเครดิตของไทยลดแต่อย่างใด ที่สำคัญเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยก็ค่อนข้างดีมาก เพราะทุนสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศสูงเป็น 3 เท่า” แหล่งข่าวจาก ธปท.ระบุ
เช่นเดียวกับ กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท เป็นการสะท้อนถึงข้อสังเกตที่รัฐบาลไทยหันมามุ่งเน้นการกู้เงินในประเทศมากขึ้นกว่าการกู้เงินตราต่างประเทศ เมื่อแนวโน้มภาระหนี้ในสกุลเงินบาทเพิ่มขึ้น มีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้เงินต้นลดลงตามหลักการ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพคล่องในระบบสูง ดอกเบี้ยต่ำ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมั่นคง อันดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทจึงลดลงเพียงขั้นเดียวจาก A- มาเท่ากับสกุลเงินตราต่างประเทศที่คงไว้ที่ BBB+
“รายงานของฟิทช์ค่อนข้างให้ความเห็นในทางที่รัฐบาลไทยจะระดมทุนเอียงไปทางพึ่งพาเงินบาทเยอะขึ้นกว่าที่เคยเป็น แต่นั่นเป็นการบริหารหนี้ของคลัง ซึ่งเป็นทางที่ดี เพราะเราเข็ดแล้วกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540” กอบสิทธิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังต้องให้ความสำคัญกับประเด็นการจัดการหนี้ของรัฐบาลในระยะยาว เพราะหากอันดับความน่าเชื่อถือเงินบาทต่ำกว่าเงินสกุลต่างประเทศเมื่อไหร่ จะเป็นสัญญาณว่าพึ่งพาแหล่งเงินในประเทศมากเกินไป อาจเป็นการเบียดบังสภาพคล่องของภาคเอกชนได้เมื่อถึงเวลาที่เอกชนเริ่มมีความต้องการระดมเงินเพื่อลงทุน
กอบสิทธิ์ กล่าวว่า ผลตอบรับในตลาดเงินเมื่อวานนี้ (25 ก.ค.) ในด้านค่าความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap : CDS) ก็ไม่ได้ตอบสนองในเชิงกังวล เพราะเครดิตความสามารถในการชำระหนี้เงินสกุลต่างประเทศไม่เปลี่ยนแปลง โดย CDS อายุ 5 ปี คงที่ในระดับ 0.915% อัตราผลตอบแทนในพันธบัตรสกุลเงินบาทได้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พันธบัตรอายุ 5 ปีขึ้นไป ปรับขึ้นราว 0.05-0.06% โดยตลาดนี้ไม่ใหญ่มากจึงมีผลกระทบไม่มากนัก แต่ต้องติดตาม เพราะเมื่อใดที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มเกินดุลลดลง และเศรษฐกิจเติบโตไม่สูง อาจทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นได้อีก
อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai BMA) กล่าวว่า การปรับลดเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของฟิทช์ ไม่ได้มีผลต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้หรือตลาดพันธบัตรของไทยในวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับดังกล่าวเป็นการปรับภายในของฟิทช์เอง บวกกับพื้นฐานภายในของเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ทำให้มองว่าไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน อย่างไรก็ดี คงมีผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทน (Yield) ในระยะยาวให้ลดลงบ้าง
“แม้ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะ 10 ปี จะอยู่ที่ 2.11% จะปรับเพิ่มขึ้นบ้าง 0.01% เมื่อเทียบกับวันศุกร์ที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็แทบจะไม่มีผลอะไร ซึ่งวันที่ 25 ก.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดบอนด์ 3,280 ล้านบาท แต่สัดส่วนการถือลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในบอนด์ไทยไม่เปลี่ยนแปลง ยังอยู่ที่ประมาณ 10% ของมูลค่าตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งในที่นี้จะรวมทั้งพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตร ธปท.” อริยา กล่าว







