
ตกงานกับตกเวที
สัปดาห์หน้า มหาวิทยาลัยจะเปิดภาคเรียนเทอมแรก เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งคงตื่นเต้นกับบรรยากาศต้อนรับน้องใหม่ ทุกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยความหวัง หวังว่าเรียนจบได้รับปริญญา ได้งานดี รายได้สมดังหวัง แต่ในโลกของความเป็นจริง คงมีบัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่ต้องผิดหวัง
สัปดาห์หน้า มหาวิทยาลัยจะเปิดภาคเรียนเทอมแรก เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งคงตื่นเต้นกับบรรยากาศต้อนรับน้องใหม่ ทุกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยความหวัง หวังว่าเรียนจบได้รับปริญญา ได้งานดี รายได้สมดังหวัง แต่ในโลกของความเป็นจริง คงมีบัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่ต้องผิดหวัง
ความผิดหวังอาจไม่ได้หมายถึง “ตกงาน” เพราะตามสถิติของกรมแรงงาน ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานต่ำมาก คือไม่ถึง 1% เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ที่มีอัตราการว่างงานถึง 5% แม้มีรายงานว่าบัณฑิตปริญญาตรีของไทยมีอัตราการว่างงานในปีแรกสูงขึ้นก็ตาม แต่ยังคงไม่ใช่ประเด็นปัญหาหลัก
แต่ความผิดหวังที่ว่า มาจากที่บัณฑิตได้งานไม่ตรงกับสาขาที่เรียน ซึ่งเป็นความผิดหวังของชาติ เพราะรัฐอุดหนุนการศึกษาตั้งแต่ภาคบังคับจนถึงในระดับอุดมศึกษา เมื่อลงทุนสร้างคนยาวนานกว่า 16 ปี หากบัณฑิตไม่สามารถทำงานได้ หรือทำงานในสาขาที่ไม่ได้เรียนจบมา คงถือเป็นการสูญเสียมหาศาลเกินกว่าจะประมาณราคาได้
มีบัณฑิตจบปริญญาตรีปีละประมาณ 3.6 แสนคน แบ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์ และสายสังคมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยไทยทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง จะผลิตสายสังคมมากกว่าสายวิทย์ อาจเป็นเพราะว่า 1.สายวิทย์ต้องลงทุนสูงกว่า เนื่องจากอุปกรณ์ทดลองในห้องปฏิบัติการล้วนมีราคาสูง 2.ความนิยมเรียนสายวิทย์ของเด็กไทยรุ่นใหม่มีน้อยลงทุกปี อาจด้วยเหตุผลทางด้านความยากในการเรียน หรือมาจากค่านิยมและแฟชั่นของอาชีพในฝัน
มีการสำรวจว่าบัณฑิตที่จบสายสังคมมีอัตราการว่างงานในปีแรกสูงกว่าสายวิทย์ และยังได้งานไม่ตรงกับสาขาที่จบมากกว่า หลายคนจึงต้องไปทำงานในอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ทำให้ทั้งเสียเวลาที่เรียนมาเสียเงิน ไม่คุ้มค่า
สถานการณ์แบบนี้จะโทษครูแนะแนวก็ไม่ได้ สมัยนี้เด็กเข้าถึงทุกแหล่งข้อมูล บทบาทครูแนะแนวจึงมีน้อยลง จะโทษผู้ปกครองก็ไม่ได้ เพราะใครก็อยากให้ลูกจบปริญญาตรี มีใบปริญญามาติดฝาบ้าน จะโทษมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ เพราะเปิดหลักสูตรสายสังคมมาเท่าไหร่ ก็เห็นมีคนมาสมัครเรียน แถมเพิ่มขึ้นทุกปีอีกด้วย เด็กเจเนอเรชั่นแซดเชื่อในความคิดของตัวเอง ฟังพ่อ แม่ ครู น้อยลง เข้าถึงได้ยากขึ้น
การวางแผนกำลังคนของชาติจึงเป็นเรื่องของรัฐ จะปล่อยไปคงไม่ดีต่ออนาคตไทย แต่จะ “บังคับ” คนเรียนคงไม่ได้ แต่สามารถ “ส่งเสริม” ได้ ซึ่งรัฐสามารถทำได้ เช่น การอุดหนุนสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศตลอดเส้นทาง เพราะอุดมศึกษาเป็นเพียงแค่ปลายทาง กว่าเด็กจะมาถึงก็สายไปแล้ว ดังนั้นจะต้องปั้นแต่วัยเยาว์ โรงเรียนที่เข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์ควรมีเพิ่มมากขึ้น และรัฐต้องอุดหนุนเต็มรูปแบบ จนผู้ปกครองสนใจส่งลูกเข้าเรียน ให้ได้ถูกบ่มเพาะปลูกฝังจนรักวิชาวิทย์-คณิต สุดท้ายก็จะเลือกเข้าเรียนสายวิทย์มากขึ้น
แต่บัณฑิตสายวิทย์ยังมีโอกาสออกจากตลาดแรงงานได้อีก เพราะมีไม่น้อยที่วิศวกรไปเป็นนักการเงินแทน สุดท้ายรัฐต้องเอาจริงกับการให้เอกชนโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เปิดโอกาสให้เด็กไทยทำงานในการออกแบบ วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือว่าเป็นงานที่สนุก ท้าทายมากกว่าไปทำแค่ดูสายการผลิต แบบนี้จะสร้างแรงดึงดูดให้คนเก่งยังอยู่ในสาขาที่ตัวเองเรียนจบมาได้ แต่หากเรายังละเลยเรื่องการพัฒนาคน ระยะยาวจะแข่งกับใครไม่ได้
การตกงานของบัณฑิตไทยจึงไม่น่ากลัว เท่ากับประเทศไทยกำลังจะตกเวทีการแข่งขัน ในโลกยุคเปลี่ยนแปลงนี้







