
เร่งคลอดโครงสร้างค่าแรงก่อนสิ้นปี
สอท.จำแนกกลุ่มอุตสาหกรรม หวัง2ปีลดปัญหาแรงงานขาด
โพสต์ทูเดย์
— ส.อ.ท.ศึกษาโครงสร้างค่าแรง คาดเสร็จภายในปีนี้ พร้อมส่งมอบให้กลุ่มอุตสาหกรรมทำต่อ หวัง 2 ปีข้างหน้า ไทยมีแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้นนายสมพงศ์ นครศรี รองประธานอาวุโส สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาการปรับโครงสร้างค่าแรงในภาคอุตสาห กรรมให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มศึกษาโครงสร้างค่าแรงในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ความต้องการแรงงาน และลักษณะงานของแรงงานในแต่ละกลุ่มอาชีพ เพื่อหาจุดที่เหมาะสมสำหรับการจ่ายค่าแรง
ทั้งนี้ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะเห็นโครงสร้างดังกล่าว ก่อนจะส่งต่อให้แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมไปดำเนินการตาม ซึ่งหวังว่าจะทำให้ใน 2 ปีข้างหน้าไทยจะมีช่างฝีมือเพิ่มขึ้น รวมทั้งค่าแรงก็จะปรับสูงขึ้นตามความสามารถด้วย
ปัจจุบันในกลุ่มช่างทองและช่างอัญมณี มีการทดสอบวัดระดับฝีมือเพื่อจ่ายค่าแรงตามความสามารถในการทำงานแล้ว ขณะที่กลุ่มช่างไม้จะมีการทดสอบวัดระดับฝีมือแรงงาน โดยแบ่งเป็นระดับๆ เช่น ระดับ 1 สามารถวัดไม้ได้ ระดับ 2 ใช้เครื่องมือช่างได้ และระดับ 3 เห็นแบบแล้วสามารถทำงานได้เลย ซึ่งในแต่ละระดับก็จะได้ค่าแรงต่างกันไป
“
อนาคตจำเป็นต้องพัฒนาแรงงานไร้ทักษะให้เป็นแรงงานฝีมือมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ ส.อ.ท.เริ่มศึกษาการปรับโครงสร้างค่าแรงในกลุ่มช่างฝีมือ 10 กลุ่ม เช่น กลุ่มช่างก่อสร้างไม้และปูน เป็นต้น และช่างไฟฟ้า เป็นต้น จากวิชาชีพชั้นทั้งหมด 1,200 อาชีพ” นายสมพงศ์ กล่าวด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกสิ่งทอของไทยในปี 2554 คาดว่าจะไม่มีการเติบโต โดยมูลค่าการส่งออกจะคงที่ระดับ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะไทยเผชิญปัจจัยลบหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งขณะนี้กลุ่มสิ่งทอขาดแคลนแรงงานถึง 3 หมื่นคน จนทำให้ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อจำนวนมากจากจีนได้ ทำให้สูญเสียคำสั่งซื้อในส่วนดังกล่าวไปไม่ต่ำกว่า 2530%
“
ระยะยาวภายใน 1 ปีข้างหน้า คาดว่าจะขาดแคลนแรงงานเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 6 หมื่นคน จากปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอมีแรงงานทั้งสิ้น 4.5 แสนคน และโรงงานทำการผลิตสินค้าเกินกำลังการผลิตแล้วราว 10% เพราะเราไม่เชื่อว่าจะสามารถหาแรงงานเข้ามาป้อนในระบบอุตสาหกรรมสิ่งทอได้เพียงพอกับความต้องการได้” นายวัลลภ กล่าวดังนั้น ได้หารือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้พัฒนาด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานของ 1 คน ให้สามารถทำงานได้หลายอย่างมากขึ้น จากเดิมที่มีความสามารถทำได้เพียงด้านเดียวเท่านั้น ให้เพิ่มเป็นทำงานได้เท่ากับ 3 คน ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนแรงงานได้ 30%
อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ผู้ประกอบการก็จะหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงต่ำ







