posttoday
กลุ่มพืช ซีพี ปูพรม

กลุ่มพืช ซีพี ปูพรม

16 สิงหาคม 2553

....จันทร์จิรา พึ่งวิริยะ

ผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดซ้ำซากมาทุกปี ทำให้ในวงการเกษตรบ้านเราต้องการพันธุ์พืชที่มีคุณลักษณะพิเศษมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทนต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น

โดยเฉพาะพืชพลังงานอย่างปาล์มน้ำมัน ที่วันนี้ยักษ์ใหญ่ในวงการเกษตรกลุ่มพืชค่ายซีพี สามารถต่อยอดพัฒนาพันธุ์ปาล์มคุณภาพสูงออกสู่ตลาดได้แล้ว

มนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วมกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ความต้องการพืชพลังงานทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในส่วนของไทยปาล์มน้ำมันถือเป็นพืชพลังงานที่มีศักยภาพ สามารถพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแปรรูปที่หลากหลาย แต่ที่ผ่านมาไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีโรงสกัดน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศมาตลอด เป็นเหตุให้วงการปาล์มน้ำมันของไทยเสียโอกาสในการพัฒนาและเพิ่มรายได้จำนวนมหาศาล

ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของวงการปาล์มน้ำมันไทย ซีพีจึงได้ร่วมทำการตลาดกับ บริษัท ไทยออยปาล์มโคลส์ ในฐานะบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มลูกผสม ที่จดทะเบียนรับรองต้นพ่อแม่พันธุ์ปาล์มน้ำมันกับกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่ปี 2548 โดยนำมาใช้ชื่อทางการค้า C.P. Tenera เป็นพันธุ์ปาล์มต้นเตี้ยที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4 ตัน/ไร่/ปี ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันเฉลี่ย 2022% ขณะที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันทั่วไปอยู่ที่ 2.56 ตัน/ไร่/ปี และเปอร์เซ็นต์น้ำมันเฉลี่ยแค่ 17%

สาเหตุที่พันธุ์ C.P. Tenera ให้ผลผลิตเฉลี่ยและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงกว่าพันธุ์ทั่วไป เนื่องจากใช้ต้นแม่พันธุ์ที่คุณภาพดีให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 294 กก./ต้น/ปี แต่แปลงผลิตทั่วไปจะใช้ต้นแม่พันธุ์ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 170 กก./ต้น/ปี

ปัจจุบันเกษตรกรให้การตอบรับพันธุ์ C.P. Tenera มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างและภาคตะวันออก บริษัทจึงมีแผนจะวางจำหน่ายพันธุ์ปาล์มลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 5 ตัน/ไร่ และมีลักษณะเด่นเนื้อหนา กะลาบาง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรไทยได้มีพันธุ์ปาล์มคุณภาพดีเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทยเพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้ บริษัท เกรท อะโกร ซึ่งเป็นบริษัทด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านจักรกลการเกษตรในสังกัดของกลุ่มธุรกิจพืชซีพี ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พัฒนาโรงสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำขนาด 1.5 ต้นทะลายปาล์มต่อชั่วโมง เพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกรแหล่งใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย 1,0003,000 ไร่ ได้มีโรงสกัดน้ำมันปาล์มระดับชุมชนในพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลผลิตระยะทางไกลๆ ไปยังโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ในเขตภาคใต้และภาคตะวันออกเหมือนที่ผ่านมา

โรงงานต้นแบบได้ตั้งขึ้นที่ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสาธิตการผลิตไบโอดีเซลสำหรับชุมชนแบบครบวงจรของ MTEC และอยู่ใกล้กับพื้นที่ปาล์มน้ำมันทุ่งรังสิต

“การร่วมกับ MTEC ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐเพื่อให้ได้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาต่อยอดจากเครื่องต้นแบบของซีพี ทั้งในส่วนของการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ตลอดจนการวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำมันที่ได้จากการหีบ จากนั้นจึงนำไปติดตั้งใช้งานจริงที่ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ซึ่งพบว่าได้รับความสนใจจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม และผู้ประกอบการลานเทในหลายพื้นที่ติดต่อขอศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมียอดจองแล้วทั้งสิ้น 8 โรง” มนตรี กล่าว

นเรศว์ร ชิ้นอินมนู รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เกรท อะโกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาไม่มีโรงสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่ เนื่องจากการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ 1 โรงต้องการพื้นที่ปลูกปาล์มเพื่อเป็นวัตถุดิบไม่น้อยกว่า 6 หมื่นไร่ ขณะที่เขตปลูกปาล์มใหม่จะมีพื้นที่รวมเฉลี่ย 1,0003,000 ไร่เท่านั้น จึงต้องส่งผลผลิตไปจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก

อีกทั้งการขนส่งเป็นระยะทางไกลๆ ยังเป็นต้นเหตุทำให้ปริมาณกรดไขมันอิสระในทะลายปาล์มจะเพิ่มสูงขึ้น เป็นสาเหตุทำให้คุณภาพผลปาล์มและเปอร์เซ็นต์น้ำมันลดลง 23% รวมทั้งราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ปรับลดลงไปด้วย บริษัทจึงพัฒนาโรงสกัดน้ำมันปาล์มระดับชุมชนขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ที่กระจายอยู่ในหลายๆ พื้นที่

โรงสกัดที่พัฒนาขึ้นใหม่สามารถสกัดน้ำมันเกรด A มีคุณภาพทัดเทียมกับน้ำมันที่สกัดจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ ระบบดังกล่าวยังไม่ใช้ไอน้ำในการผลิต จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสีย ช่วยลดต้นทุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนกากที่เหลือยังสามารถนำไปขายเป็นอาหารสัตว์ กก.ละ 34 บาท ขณะที่กากจากโรงสกัดน้ำมันขนาดใหญ่ขายได้เพียง กก.ละ 12 สตางค์เท่านั้น

บริษัทยังออกแบบให้ระบบการบริหารจัดการและดูแลเครื่องไม่ยุ่งยากซับซ้อน โดยบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ทำให้สามารถควบคุมการทำงานด้วยคนเพียง 1 คนเท่านั้น และยังทำให้สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชม. ที่สำคัญกระบวนการผลิตทั้งระบบจะมีการสูญเสียน้ำมันประมาณ 1% ขณะที่กระบวนการผลิตของโรงสกัดน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่มีการสูญเสียน้ำมันเฉลี่ย 34%

ขณะเดียวกันเพื่อให้วงการปาล์มน้ำมันไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากโรงสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เกิดจากความสามารถของวิศวกรไทย ตลอดจนรักษาทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัยไทย บริษัทและ MTEC จึงได้เร่งดำเนินการจดสิทธิบัตรดังกล่าวในประเทศอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดใหญ่ของโลก เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ตามข้อกำหนดสากลด้านสิทธิบัตรที่ระบุว่า การจดสิทธิบัตรในต่างประเทศต้องดำเนินการภายใน 365 วัน หรือ 1 ปี หลังยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศ

เบื้องต้นเชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่หลากหลาย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับวงการปาล์มน้ำมันของไทยต่อไป

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน