posttoday
กลุ่มอีเล็กทรอนิกส์ยืนยันฟื้นแล้ว

กลุ่มอีเล็กทรอนิกส์ยืนยันฟื้นแล้ว

16 สิงหาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

ท่ามกลางความสับสนของนักลงทุนทั่วโลก ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นจริงหรือกลับมาถดถอยอีกครั้งหนึ่ง ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุดได้คงอัตราดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ระดับ 00.25% และจะรักษาระดับสินทรัพย์หมุนเวียนไว้ พร้อมถ้อยแถลงไม่ได้แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่ก็ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นในการกลับเข้าลงทุนรอบใหม่ สังเกตได้ชัดเจนจากดัชนีดาวโจนส์และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ล่าสุดผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยได้ออกมายืนยันว่าภายในปีนี้เศรษฐกิจโลกจะไม่กลับไปถดถอยอีกครั้ง ด้วยคำสั่งซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลกที่ยังทะลัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสินค้าระดับบนส่งผลให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยปรับเป้าหมายยอดขายขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มั่นใจนักว่ายอดขายปีนี้จะทำได้ถึงเป้าหมายหรือไม่

“อนุสรณ์ มุทราอิศ” กรรมการ บริษัท เดลต้า อิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ได้เพิ่มเป้าหมายรายได้ปีนี้จาก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มา 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะความต้องการสินค้าทุกประเภทที่เพิ่มขึ้น และคาดว่าอัตรากำไรสุทธิจะปรับตัวขึ้นจาก 6% มาเป็น 1213% ทั้งนี้คาดว่ารายได้และกำไรสุทธิช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่างวดครึ่งปีแรก

ปี 25532554 DELTA จัดสรรงบลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายกำลังการผลิตไปประเทศสโลวาเกียและอินเดีย นอกจากนั้น ยังประมาณการว่ายอดขายในปี 2555 ของบริษัทจะแตะ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มเป็น 16%

ขณะที่บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) รายงานกำไรงวดไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 743 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 1,341 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยไตรมาส 2 มียอดขายรวมเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้นถึง 36% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับบนของไทย ยังรักษาสถิติการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และเพิ่งปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้และกำไรเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปีนี้

“พลศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง SMT กล่าวว่า การเติบโตของกำไรสุทธิในไตรมาส 2 และ 6 เดือนแรกปีนี้ คิดเป็นอัตราเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี จึงได้ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการสำหรับปี 2553 นี้อีกครั้ง เป็นกำไรสุทธิเติบโตเป็น 80% จากปีก่อนที่ทำได้ 267 ล้านบาท

ทั้งนี้ SMT ได้เพิ่มเป้ากำไรสุทธิมา 2 ครั้ง คือเมื่อเดือน มี.ค. เป็นขยายตัว 60% จากที่เคยคาดการณ์เมื่อปลายปีก่อนว่าจะโตเพียง 40% โดยผลประกอบการไตรมาส 2 บริษัทมีกำไรสุทธิ 128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน 94 ล้านบาท ในขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 48% เป็น 3,590 ล้านบาท ส่วนงวด 6 เดือน กำไรสุทธิอยู่ที่ 229 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 101% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 114 ล้านบาท

บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง 94% ในไตรมาส 2 ปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นกว่า 44% จากไตรมาสแรกปีนี้ ทำให้ 6 เดือนแรกปีนี้ SMT มีกำไรปกติเพิ่มขึ้น 117% เป็น 204 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงการเติบโตอย่างสูงและต่อเนื่องของบริษัท และช่วยให้บริษัทมีโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

SMT มีอัตราผลตอบแทนในส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในไตรมาส 2 ที่คาดว่าสูงที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คือ 28.10% (เพิ่มขึ้นจาก 15.72% ในปี 2552) และมีอัตราส่วนหนี้สินที่เสียดอกเบี้ยต่อทุน (Net Gearing Ratio) ลดลงเหลือเพียง 0.68 เท่าจากเดิม 1.1 เท่า และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E RATIO) ลดลงเหลือเพียง 1.43 เท่า จากเดิม 2.84 เท่า และมีวงเงินกู้ระยะสั้นที่ยังไม่ได้เรียกใช้กว่า 1,500 ล้านบาท ในไตรมาส 2

บริษัทมั่นใจว่ากำไรจะเติบโตต่อเนื่อง เป็นเพราะธุรกิจมีการขยายตัวทั้งกลุ่มชิ้นส่วนไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (MMA) และแผงวงจรไฟฟ้ารวม (IC) แต่ลักษณะคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ของลูกค้าทยอยเพิ่มเป็นระยะๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสมาร์ตโฟน เช่นไอโฟน ที่แนวโน้มยังเป็นอุตสาหกรรมที่จะยังขยายตัวต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทกำลังจะได้รับจ้างผลิตชิ้นส่วนให้แบล็คเบอร์รี่รุ่นใหม่

“ที่เราไม่สามารถปรับเป้าหมายกำไรได้ภายในครั้งเดียว เพราะลูกค้าเองก็ไม่คาดคิดว่าแรงตอบรับสินค้าจะเติบโตเร็วเร็วมาก ทั้งกลุ่มสมาร์ตโฟนที่บางออร์เดอร์มีรองรับไปถึงปี 2555 หรือกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างชิ้นส่วนเครื่องฉายโปรเจกเตอร์ขนาดพกพาที่ปัจจุบันผลิต 1 หมื่นชิ้น/เดือน จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนชิ้น/ เดือน ในต้นปีหน้า”

สำหรับคำสั่งซื้อที่เข้ามาต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าปลายไตรมาส 3 นี้ บริษัทจะมีกำลังการผลิตด้าน MMA เพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านชิ้น/ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 100 ล้านชิ้นต่อปี และด้าน IC จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านชิ้น/ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,200 ล้านชิ้น/ปี

ที่ผ่านมาสินค้าของบริษัทเป็นที่ต้องการของลูกค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มบลูโอเชียน หรือสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง ได้แก่ระบบทัชสกรีนสำหรับสมาร์ตโฟน และ “เซ็นเซอร์อัจฉริยะวัดระดับลมยาง” TPMS หรือ Tire Pressure Monitoring System Sensors รวมถึงโมดุลสำหรับเครื่องฉายโปรเจกเตอร์ขนาดพกพาที่ใช้เลเซอร์เทคโนโลยี ซึ่ง SMT จะได้รับประโยชน์โดยตรง เพราะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ Prime Source (หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนรายหลักของอุตสาหกรรมโลก) ให้กับทั้งสามผลิตภัณฑ์โดยลูกค้าหลักของบริษัท เป็นแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 ของโลก และแบรนด์ระดับโลกอื่นๆ อีกหลายแบรนด์ที่มียอดขายเติบโตอย่างสูงและต่อเนื่องทั่วโลก ไม่จำกัดเพียงสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป โดยเฉพาะในเอเชียมีการเติบโตสูงมากเช่นกัน

“SMT ได้เร่งเพิ่มปริมาณการผลิตสินค้ากลุ่มบลูโอเชียน และมีคู่แข่งในตลาดโลกน้อย อาทิ ทัชสกรีน บริษัทยังได้เริ่มผลิตโมดุลสำหรับเครื่องฉายโปรเจกเตอร์ขนาดพกพาที่ใช้เลเซอร์เทคโนโลยีแห่งเดียวของโลก ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่บริษัทพัฒนาการผลิตร่วมกับลูกค้ามากว่า 2 ปี และกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดโลกส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ในงวด 6 เดือนแรกนี้ เพิ่มขึ้นประมาณ 101% จากช่วง 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว โดยเป็นผลมาจากการที่บริษัทใช้กลยุทธ์ 3 Highs คือ 1.HighTech 2.HighGrowth 3.High Profits ที่มุ่งเน้นสินค้าระดับไฮเทคที่มีกำไรสูงและเติบโตเร็ว”

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 2 บริษัทคือ ลูกค้า MMA และ IC ที่ให้ SMT เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อนให้ลูกค้าปลายทางในกลุ่มสมาร์ตโฟน และในกลุ่มสินค้าชื่อดัง อาทิ LED TV, PDA, iPad, iPod และ iPhone โดยบริษัทได้เริ่มผลิตสินค้าให้ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป และในขณะนี้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตรอบใหม่ ซึ่งปกติจะขยายตัวติดต่อกัน 45 ปี บริษัทจึงคาดว่าจะส่งผลสนับสนุนการเติบโตของบริษัทได้เป็นอย่างดี

ด้านบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) รายงานกำไรไตรมาส 2 ปี 2553 ที่ 161 ล้านบาท ลดลง 11% จากไตรมาสแรกปีนี้ แต่เพิ่มขึ้น 3,165% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ครึ่งแรกปีนี้พลิกมามีกำไรสุทธิ 342 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 114 ล้านบาท เมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีนัยสำคัญในผลการดำเนินงานดังนี้

รายได้ในรูปเงินบาทไตรมาส 2 ปรับตัวสูงขึ้น 46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 2% จากไตรมาสแรก เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ทำให้มีคำสั่งสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลักดันยอดขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐเพิ่ม

อัตรากำไรขั้นต้นชะลอจากผลกระทบเหตุขัดข้องในหม้อแปลงจ่ายไฟฟ้าทำให้หยุดผลิตชั่วคราว การปรับขึ้นของราคาวัตถุดิบบางรายการ และค่าเฉลี่ยเงินยูโรที่อ่อนค่าลง

KCE เป็นผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลดีสองทาง ทั้งจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ เพราะเป็นผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ผลักดันความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยส่วนใหญ่ของสินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สำหรับยานยนต์

ทั้งนี้ แม้ว่านักวิจัยจากเฟด สาขาซานฟรานซิสโก กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อย่างมากที่เศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวลงสู่ภาวะถดถอยรอบใหม่ใน 2 ปีข้างหน้า

แต่กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในปี 25532554 นี้ ยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ ถ้าประเมินจากมุมมองผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในไทย...

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน