
หวั่นทะเลจีนใต้ระอุ ฉุดการค้าโลกเสี่ยง
แม้จะมีคำตัดสินจากอนุญาโตตุลาการไปแล้วกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์
โดย...นทิยา วรเพชรายุทธ
แม้จะมีคำตัดสินจากอนุญาโตตุลาการไปแล้วกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ ซึ่งขวางการอ้างสิทธิของฝ่ายจีน ทว่าคำตัดสินที่ไม่มีผลบังคับให้คู่กรณีต้องปฏิบัติตามนั้น กลับยิ่งทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ทับซ้อนซึ่งมีคู่กรณีทับซ้อนกันหลายประเทศ ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นกับทางออกที่ยังไม่ใช่ทางออกแท้จริง
นับตั้งแต่มีคำตัดสินออกมาเมื่อวันที่ 12 ก.ค. หลายประเทศก็ยิ่งแสดงท่าทีแข็งกร้าวเหนือน่านน้ำแห่งนี้มากขึ้น ทางการไต้หวันส่งเรือรบฟริเกตไปประจำการบริเวณพื้นที่ทับซ้อนเกาะไท่ปิง หรือเกาะอบา
อิตู ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะสแปรตลีย์ที่ไต้หวันอ้างสิทธิอยู่ และชาวประมงไต้หวันก็เดินทางไปปักธงแสดงความเป็นเจ้าของเหนือเกาะดังกล่าวที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายเป็นเพียงโขดหินเหมือนกรณีของจีน ขณะที่ฝั่งจีนก็ประกาศกร้าวพร้อมจัดตั้งเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (เอดีไอแซด) ซึ่งเป็นการแสดงเขตอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้ หากประเมินว่าผลประโยชน์และความมั่นคงของจีนในทะเลจีนใต้กำลังเผชิญกับภัยคุกคาม
ทว่า ที่น่ากังวลยิ่งขึ้นก็คือ ความขัดแย้งครั้งนี้อาจยิ่งส่งผลกระทบต่อ “การค้าโลก” ที่ซบเซาอยู่แล้ว ให้ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ซึ่งผลกระทบต่อการค้าอาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงอย่างอุปสรรคในเส้นทางการเดินเรือ หรือมาตรการตอบโต้ระหว่างรัฐ และผลกระทบทางอ้อมจากความรู้สึก “ชาตินิยม” ที่มองข้ามไม่ได้
ผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกชาตินิยมนั้น เกิดขึ้นตามมาแทบจะทุกครั้งในกรณีที่เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นในเอเชีย เช่น กรณีพิพาทอันเกี่ยวเนื่องมาจากการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะ
เตียวหยู/เซ็นกากุ ระหว่างจีน-ญี่ปุ่น เมื่อปี 2012 ที่นำไปสู่การเผาทำลายโรงงาน ร้านค้า และทรัพย์สินของชาวญี่ปุ่นในจีน หรือกรณีขัดแย้งอันเกี่ยวเนื่องมาจากพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้ระหว่างจีน-เวียดนาม เมื่อปี 2014 ที่นำไปสู่การทำลายทรัพย์สินของจีนในเวียดนาม ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ทำให้เกิดมาตรการตอบโต้ตามมา และเป็นผลให้การลงทุนระหว่างกันต้องชะงักลงในช่วงหนึ่ง
ล่าสุด ในครั้งนี้ก็เริ่มมีกระแสต่อต้านทางการค้าที่เกี่ยวกับเรื่องชาตินิยมเกิดขึ้นแล้ว โดยมีรายงานชาวจีนรวมตัวกันประท้วงสินค้าและบริการของสหรัฐใน 11 เมือง เช่น การประท้วงที่ร้านเคเอฟซี
ซึ่งเป็นเชนร้านอาหารรายใหญ่จากสหรัฐ ที่มณฑลหูหนาน และเหอหนาน และกระแสการประท้วงไม่ซื้อผลไม้อบแห้งจากฟิลิปปินส์ในเว็บไซต์เถาเป่า ซึ่งเป็นเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ในจีน
ฟรองซัวส์ โกดมองต์ ผู้อำนวยการฝ่ายจีนและเอเชียของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งคณะมนตรียุโรป ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซี ว่า หากสถานการณ์ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ยิ่งเลวร้ายลง ผลกระทบที่จะตามมาต่อภาคการค้าโลกก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นตามไปด้วย
ภูมิภาคเอเชียตะะวันออกนับว่ามีอุตสาหกรรมชิปปิ้งขนาดใหญ่ของโลก คิดเป็นมูลค่าถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 175 ล้านล้านบาท) ต่อปี โดยถือเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ค้าขายกับประเทศตะวันตกในอีกฟากฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก เฉพาะการส่งออก-นำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพียงประเทศเดียวก็มีมูลค่าต่อปีถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 42 ล้านล้านบาท) อีกทั้งน่านน้ำนี้ยังถือเป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้า น้ำมัน และวัตถุดิบต่างๆ ไปยังทั่วโลก
ปัจจุบันผลกระทบที่เกิดจากการซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพทางทหารเพิ่ม หรือความเกี่ยวเนื่องจากปัญหาพิพาทในทะเลจีนใต้นั้นยังไม่เกิดขึ้น โดย แอนดรูว์ บรูกเกอร์ จากบริษัท แลติจูด โบรกเกอร์ อธิบายว่า ตราบใดที่เส้นทางการค้ายังไม่กระทบ ต้นทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือก็จะยังไม่แพงขึ้นตามไปด้วย
ทว่า หากสถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น อาจส่งผลให้การเดินเรือสินค้าต้องหันไปใช้เส้นทางเลี่ยงอื่นเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดกรณีกระทบกระทั่ง ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
วอลสตรีท เจอร์นัล ได้อ้างความเห็นบรรดานักวิเคราะห์และผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดินเรือทะเลในภูมิภาคนี้ว่า คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการจะยิ่งทำให้เกิดภาวะที่ไม่แน่นอนต่อการค้าระหว่างประเทศและการเดินเรือในภูมิภาคนี้มากขึ้น
อีริค ชิมป์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายของบริษัทกฎหมายอัลสตัน แอนด์ เบิร์ด และอดีตผู้แทนการค้าของสหรัฐประจำอาเซียน เชื่อว่าความขัดแย้งจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากรัฐบาลประเทศต่างๆ ถือเอาคำตัดสินของศาลมาใช้เป็นฐานในการขยายการทำประมง และการสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเขตพื้นที่ทับซ้อน
ขณะที่ในมุมมองของ เทเรซา ลอยด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท มาริไทม์ อินดัสทรี ออสเตรเลีย กังวลว่า หากสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลให้ค่าประกันการเดินเรือสูงขึ้นตามไปด้วยนั้น จะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ยิ่งท้าทายอุตสาหกรรมการขนส่งและเดินเรือทะเลทั่วโลก
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกต่างเผชิญภาวะการค้าที่ซบเซาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งจากกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่อ่อนแรง และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีน
ก่อนหน้านี้ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ประเมินสถานการณ์ว่า แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ของบรรดาประเทศขนาดใหญ่ในเอเชียจะอยู่ในความควบคุมได้แล้ว แต่หากมีสถานการณ์ความขัดแย้งใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีก ก็อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงตามมาได้ เช่นกรณีของทะเลจีนใต้
“ฟิทช์เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในสมดุลอำนาจทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก หมายถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะยังคงมีอย่างต่อเนื่องในระยะยาวตามไปด้วย และความเสี่ยงเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ แม้ว่าอาจจะไม่กระทบถึงขั้นเครดิตประเทศก็ตาม” ฟิทช์ ระบุ โดยพื้นที่ที่เข้าข่ายความเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการกระทบกระทั่งขนาดใหญ่ระหว่างประเทศเกิดขึ้น นอกจากกรณีการจมเรือประมงขนาดเล็ก ทว่าการที่ประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนประกาศกร้าวไม่ยอมรับคำตัดสิน และ
ส่งผลให้ประเทศคู่กรณีหลายแห่งยังไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้มากนั้น ก็อาจถือเป็นภาวะที่เอเชียมีแต่แพ้กับแพ้ เพราะจะเป็นการสร้างความตึงเครียดและสภาวะความไม่แน่นอนในระยะยาวในน่านน้ำที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจโลกเช่นนี้







