
ยกระดับบัญชีสินค้าเกษตร
สภาวิชาชีพบัญชีแจงมาตรฐานบัญชีสินค้าเกษตร บังคับใช้กับผู้ประกอบการเพื่อการค้า ไม่กระทบรายย่อย
สภาวิชาชีพบัญชีแจงมาตรฐานบัญชีสินค้าเกษตร บังคับใช้กับผู้ประกอบการเพื่อการค้า ไม่กระทบรายย่อย
นายประสัณห์ เชื้อพานิช นายกสภาวิชาชีพบัญชี เปิดเผยว่า ในปี 2559 สภาวิชาชีพบัญชีได้ออกมาตรฐานการรายงานทางการเงินใหม่ว่าด้วยเรื่องเกษตรกรรม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดยมาตรฐานบัญชีระหว่างประเทศ และสามารถเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าเกษตรเพื่อการค้ากับประเทศอื่นๆ ได้ เช่น มาเลเซีย มีการวัดมูลค่าต้นปาล์มตามมาตรฐานสากลแล้ว แต่ไทยยังไม่ได้ทำ
“มาตรฐานบัญชีใหม่นี้ จะใช้บังคับเฉพาะผู้ประกอบการเกษตรเพื่อการค้าเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรายย่อยทั่วไป ที่ทำการเกษตรเพื่อยังชีพ จึงไม่ต้องตกใจ แต่เกษตรกรทั่วไปสามารถที่จะทำบัญชีครัวเรือน เพื่อให้รู้จักฐานะการเงินของตัวเอง เพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการเงินในอนาคต” นายประสัณห์ กล่าว
ขณะที่ผู้ประกอบการเกษตรเพื่อการค้าของไทยมีจำนวนมาก และบางรายมีขนาดธุรกิจใหญ่มากทำธุรกิจครอบคลุมไปทั่วโลก แต่ระบบบัญชีด้านการเกษตรของไทยยังไม่มี และในมาตรฐานบัญชีอื่นๆ ไม่ได้พูดถึงสินค้าเกษตรที่มีการวัดมูลค่าอย่างละเอียด ซึ่งมาตรฐานใหม่จะใช้วัดมูลค่าสินค้าเกษตรซึ่งนับเป็นทรัพย์สินตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว ด้วยวิธีการใช้ราคาตลาดหักต้นทุนในการขาย ต่างจากปัจจุบันที่จะมีการลงบัญชีเมื่อมีการขายผลผลิตเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การลงบัญชีนี้จะไม่ครอบคลุมถึงผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยว ในส่วนของสินค้าที่นำไปแปรรูปมูลค่าของสินค้าหรือการลงบัญชีจะเป็นอีกราคาหนึ่ง อาทิ ไก่ โคที่เลี้ยง ซึ่งระหว่างการเลี้ยงในแต่ละระยะราคาตลาดจะต่างกันและโคมีพันธ์ุที่ต่างออกไป พันธ์ุที่เลี้ยงเพื่อรีดนมและโคที่เลี้ยงเพื่อเอาเนื้อราคาก็จะต่างกัน จึงควรลงบัญชีที่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม รวมทั้งต้นไม้ที่ปลูกเพื่อการค้าอย่างไม้สัก ระยะเวลาการปลูกที่สามารถตัดได้อาจจะ 30 ปี แต่ก่อนจะถึงระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว ต้นสักมีมูลค่า สามารถวัดได้โดยอิงราคาตลาด ต้องลงบัญชีรวมถึงผลไม้ ก่อนที่จะให้ผลก็มีราคา หรือพืชเกษตรบางอย่าง เมื่อเก็บผลผลิตแล้วสามารถขายซากได้ ก็ต้องลงบัญชีให้ครบ
สำหรับมาตรฐานการบัญชีฉบับนี้ จะให้ผู้ประกอบการเกษตรเพื่อค้าเปิดเผยข้อมูลในเชิงปริมาณของสินทรัพย์แต่ละกลุ่ม ซึ่งจะให้แยกระหว่างสินค้าเกษตรหรือสินทรัพย์เพื่อการอุปโภคบริโภค และสินทรัพย์เพื่อการให้ผลิตผล จะทำให้ประเทศไทยทราบถึงมูลค่าสินค้าเกษตรที่แท้จริงตามเกณฑ์ของมาตรฐานบัญชีสากล







