
บสย. ปลดล็อกกฎหมาย ลุยค้ำเอสเอ็มอีรายย่อย
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวลง กำลังซื้อหดหาย ส่งผลถึงสถาบันการเงินเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น ทำให้ในปีนี้บทบาทการทำงานของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มีความโดดเด่น เพราะได้ขยายการค้ำประกันไปยังเอสเอ็มอีรายขนาดเล็กๆ ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดย 6 เดือนแรกของปีนี้ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อได้แล้วกว่า 4.8 หมื่นล้านบาท และคาดว่าทั้งปีนี้จะค้ำประกันสินเชื่อได้ถึงหลักแสนล้านบาท
ล่าสุด บสย.อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสินเชื่อ พ.ศ. 2534 ใหม่ คาดว่าผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเดือน ก.ค.นี้ เป้าหมายสำคัญคือ การขยายขอบเขตการค้ำประกันของ บสย.ให้ครอบคลุมถึงผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ได้แก่ กลุ่มนันแบงก์ ลีสซิ่งแฟกเตอริ่ง นาโนไฟแนนซ์ จากปัจจุบันที่ให้บริการค้ำประกันลูกค้าของสถาบันการเงินได้เท่านั้น
ทั้งนี้ บสย.ได้เข้าหารือกับตัวแทนผู้ประกอบการนาโนไฟแนนซ์ เพื่อเตรียมออกโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้นาโนไฟแแนซ์ สำหรับการปล่อยสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย โดยเป็นการค้ำประกันสินเชื่อผ่านบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ แตกต่างจากโครงการสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ที่ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อผ่านธนาคาร โดยระยะที่ 1 ได้ค้ำประกันสินเชื่อให้ แม่ค้าแผงลอย พ่อค้า แม่ค้า ในตลาดสดไปแล้ว 5,000 ล้านบาท
ล่าสุด บสย.ได้ทำโครงการระยะที่ 2 โดยลงนามร่วมกับสถาบันการเงิน 17 แห่ง มีวงเงินถึง 1.35 หมื่นล้านบาท สิ้นสุดโครงการปี 2560 เบื้องต้นมี ธนาคารออมสิน ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย และธนาคารทิสโก้ เริ่มส่งลูกค้ามาเข้าโครงการแล้ว โดยคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีทรัพย์สินถาวร (ไม่รวมที่ดิน) ไม่เกิน 5 ล้านบาท บสย.ค้ำประกันได้เต็ม 100% ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องหาหลักทรัพย์ หรือบุคคลมาค้ำประกันเพิ่ม รัฐบาลรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการในปีแรก ส่วนปีถัดไปคิดค่าธรรมเนียม 1-3% โดย บสย.จะให้การค้ำประกันต่อรายสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท นานสูงสุด 10 ปี ความรับผิดในการจ่ายค่าประกันชดเชยอยู่ที่ 30-50% ขึ้นอยู่กับค่าธรรมเนียมค้ำประกัน
นอกจากนี้ บสย.เตรียมลงนามสถาบันการเงินพันธมิตร 18 แห่ง ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการใหม่ และนวัตกรรม (Startup & Innovation) ภายในเดือน ส.ค.นี้ วงเงินค้ำประกันรวม 1 หมื่นล้านบาท สิ้นสุดโครงการ 31 ธ.ค. 2561 คาดว่าก่อนสิ้นปีนี้จะค้ำประกันสินเชื่อให้ลูกค้าได้ 2,000 ล้านบาท รองรับสถาบันการเงินที่หันมาปล่อยสินเชื่อสตาร์ทอัพและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้มีการรับค้ำประกันเป็นแพ็กเกจ ทำให้รองรับความเสียหายจากลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอลได้ถึง 50% ค่าธรรมเนียมปีแรก ลูกค้าจ่าย 2% รัฐจ่ายสมทบอีก 1.5% และ บสย.จ่ายสมทบอีก 0.2% รวมเป็น 3.7% ค่าธรรมเนียมนี้จะถูกเก็บรวมไว้เป็นกองกลางเพื่อใช้จ่ายเป็นเงินชดเชยต่อไป
ขณะที่โครงการพีจีเอส 5 บสย.ได้ขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายเวลาสิ้นสุดโครงการจากสิ้นสุดเดือน มิ.ย.นี้เป็นสิ้นปีนี้ แต่คาดว่ายอดค้ำประกันจะครบวงเงิน 1 แสนล้านบาทในเดือน ก.ย.นี้ เนื่องจาก บสย.ได้ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าค้ำลูกค้าเกษตรกรในโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร วงเงินปล่อยสินเชื่อถึง 7.2 หมื่นล้านบาท และยังมีโครงการที่ค้างท่อจากปีก่อน เช่น สินเชื่อ Policy Loan ที่ทำร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ที่ปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการ คิดดอกเบี้ย 4% มีวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ยังเหลือวงเงินอีกราว 2,000 ล้านบาท โครงการซอฟต์โลนของธนาคารออมสินที่ปล่อยกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรอีก 3 หมื่นล้านบาท สามารถขอค้ำจากโครงการนี้ได้
นิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า เตรียมเสนอกระทรวงการคลังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าหลังโครงการพีจีเอส 5 ปิดลง ซึ่งจะเพิ่มการจ่ายเงินชดเชย ขยายวงเงินที่ค้ำประกันและระยะเวลา เชื่อว่าสถาบันการเงินจะให้ความสนใจใช้บริการมากขึ้น ประกอบกับการแก้กฎหมาย จะทำให้สามารถค้ำประกันลูกหนี้รายย่อยได้มากมายหลายกลุ่ม แม้จะมีความเสี่ยงมากขึ้นแต่ต้องหาวิธีการปิดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด
ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ทำให้ปี 2560 จะเป็นอีกปีที่ต้องจับตาบทบาทของ บสย. ที่คาดว่าจะเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีได้ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาทแน่นอน







