
ค่าบาทพุ่งพรวด ทุบสถิติ 2 ปี
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าหลุด 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาทดสอบที่ระดับ 31.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะวิ่งไปอยู่ที่ 31.9031.93 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการแข็งค่ามากสุดตั้งแต่เดือน พ.ค. 2551 โดยปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ อาจส่งผลต่อภาคการบริโภค จึงทำให้เงินลงทุนไหลออกจากสหรัฐและยุโรป เข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย แม้ว่าธนาคารสหรัฐ (เฟด) จะออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ อัดฉีดเงินเข้าระบบ โดยการซื้อพันธบัตรเพิ่มขึ้นก็ตาม
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องจนถึงปลายปีหน้า โดยปลายปีนี้มองเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนแข็งค่าขึ้นอีกไปอยู่ที่ 30.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐในครึ่งปีแรก 2554 และอยู่ที่ 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐในครึ่งปีหลังปีหน้า เท่ากับปีหน้าจะเห็นเงินบาทแข็งค่าหลุด 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
แบงก์แข่งระดมเงินฝากระยะยาว
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มหันมาระดมเงินฝากระยะยาว ธนาคารทหารไทยคาดว่าในครึ่งปีหลังจะเห็นธนาคารพาณิชย์แข่งขันออกผลิตภัณฑ์เพื่อชิงเงินฝากกันดุเดือดมากขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น โดยคาดว่าทั้งปีดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นอีก 0.5% ทำให้ธนาคารต้องออกผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจ
ธนาคารทหารไทยได้ออกบัญชีเงินฝากประจำ ทีเอ็มบี อัพ แอนด์ อัพ เป็นบัญชีเงินฝากประจำ 24 เดือน ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกๆ 6 เดือน แต่มีความพิเศษกว่าเงินฝากประจำทั่วไป กล่าวคือผู้ฝากสามารถถอนเงินได้ก่อนครบกำหนด แต่ยังได้รับดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ฝากไว้
สำหรับเงินฝากประจำ ทีเอ็มบี อัพ แอนด์ อัพ นั้น เดือนที่ 16 จะได้ดอกเบี้ย 0.6% เดือนที่ 712 ดอกเบี้ย 1.75% เดือนที่ 1318 ดอกเบี้ย 2% และเดือนที่ 1924 ดอกเบี้ย 5% หรือคิดเฉลี่ยปีละ 2.34% จากปัจจุบันเงินฝากประจำประเภทนี้จะได้ดอกเบี้ยเฉลี่ยแค่ 1.8% เท่านั้น เงินฝากประจำของธนาคารจึงสูงกว่าตลาดถึง 0.59%
เช่นเดียวกับธนาคารธนชาต ที่ต้องการระดมเงินฝากระยะยาวเข้ามาเพิ่ม แต่ในมุมของลูกค้าก็ต้องการผลตอบแทนสูงที่สุด ลูกค้าบางคนที่ยังไม่มั่นใจว่าดอกเบี้ยจะขึ้นไปอีกมากน้อยเพียงใด ก็จะนำเงินมาฝากระยะสั้นๆ ไว้ก่อน เพื่อรอดูทิศทางดอกเบี้ยที่ชัดเจนกว่านี้ค่อยเลือกลงทุน จะเห็นได้จากบริษัทขนาดใหญ่นิยมฝากระยะสั้นในช่วงนี้
เตือนภัยเก็งกำไรใบจองคอนโดเสี่ยง
ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีความกังวลกันว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยผลการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเบื้องต้น พบว่ามีการเข้ามาเก็งกำไรในใบจองโครงการคอนโดมิเนียมในทำเลที่มีศักยภาพ และเป็นโครงการที่มีแบรนด์เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยมีสัดส่วนประมาณ 1520% ของยอดขายโครงการ
กิจกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งต้องชำระเงินค่าใบจองเป็นวงเงินที่สูงขึ้น
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในโซนชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ ตามแนวรถไฟฟ้าที่ฟื้นตัวได้ดี ผู้ประกอบการก่อสร้างโครงการมากขึ้นตามความต้องการของลูกค้า ดังนั้นข้อห่วงใยในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่าจะมีความเสี่ยงจากโครงการที่ล้นตลาดจึงมีไม่มากนัก
คปภ.ห้ามเอพีเอฟฯทำประกัน
ธุรกิจประกันเริ่มกลับมามีปัญหาอีกระลอก คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีคำสั่งลงวันที่ 11 ส.ค. ให้บริษัท เอ.พี.เอฟ.อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ หยุดรับประกันวินาศภัยจากลูกค้าเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ประสบภาวะว่าขาดเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ตามกฎหมาย มีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน มีค่าสินไหมทดแทนค้างจ่ายเป็นจำนวนมาก และมีการดำเนินงานไม่เป็นไปตามบทบัญญัติตามกฎหมาย
เลิกต่ออายุลดภาษีให้บริษัทในตลาดหุ้น
ฟากกรมสรรพากรเตรียมเลิกต่ออายุลดภาษีให้บริษัทจดทะเบียนจาก 30% เหลือ 2025% โดยกรมสรรพากรจะพิจารณาต่ออายุมาตรการภาษีสำหรับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ให้เสร็จใน 1 เดือน ขณะนี้ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รวมถึงผู้แทนบริษัทจดทะเบียนไปแล้ว พบว่ายังมีความเห็นแตกต่างกัน
ทั้งนี้ กรมสรรพากรจะต้องพิจารณาถึงแง่สถิติและผลข้างเคียงว่ามาตรการลดภาษีดังกล่าวช่วยจูงใจให้บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นเพียงใด ซึ่งเท่าที่ทราบพบว่ามีไม่มากเฉลี่ยปีละกว่า 20 รายเท่านั้น
ด้านตลาดหุ้นเปิดทำการ 3 วันก่อนหยุดอีก 2 วันในเทศกาลวันแม่ ถือเป็นสัปดาห์ที่มีแรงขายทำกำไรออกมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะของสถาบันในประเทศ ท่ามกลางแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติน้อยลง ทำให้ดัชนีอ่อนตัวลง 1.48% จากสัปดาห์ก่อนมาปิดที่ระดับ 862.16 จุด และคาดว่ายังมีโอกาสอ่อนตัวลงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ตามความกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและหมดเทศกาลประกาศผลกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2 และ 6 เดือนแรกของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)







