
BREXIT กับ ASEAN ความต่างและผลกระทบต่อไทย
เมื่อเดือน ม.ค. 2556 เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้หาเสียงว่าหากพรรคอนุรักษนิยมได้รับการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา
โดย...ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
เมื่อเดือน ม.ค. 2556 เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้หาเสียงว่าหากพรรคอนุรักษนิยมได้รับการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา ก็จะทำประชามติว่าสหราชอาณาจักร (ยูเค) ควรออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือไม่ หรือที่เรียกว่า “Brexit” และผลการลงประชามติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มิ.ย. 2559 ปรากฏว่าประชาชนชาวอังกฤษจำนวน 17.4 ล้านคน คิดเป็น 51.9% ต้องการออกจากการเป็นสมาชิกอียู ในขณะที่ 48.1% (16.1 ล้านคน) ยังต้องการอยู่ในอียู
คำถามก็คือว่า “ทำไมอังกฤษจึงอยากออกจากอียู?” เหตุผลที่หนึ่ง คือ ด้านการค้า พบว่าตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2558 อังกฤษขาดดุลการค้ากับอียูตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเป็นการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีเหตุผลที่สอง อังกฤษเป็นประเทศที่ต้องนำเงินไปสนับสนุนกิจกรรมของอียูมากเป็นอันดับสาม ปี 2558 ต้องบริจาคมูลค่า 8,500 ล้านปอนด์ หรือ 396,950 ล้านบาท แลคาดว่าในอนาคตอาจจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 1.12 หมื่นล้านปอนด์ ในขณะที่เศรษฐกิจของอังกฤษก็ไม่ค่อยดีนัก เหตุผลที่สาม ผลกระทบต่อการจ้างงานประชาชนในอียู ได้รับสิทธิในการทำงานและอาศัยในประเทศสมาชิกอียูได้ ส่งผลทำให้เกิดการอพยพประชาชนของสมาชิกอียูเข้ามาในอังกฤษในปี 2558 จำนวน 3.3 ล้านคน ซึ่งมีผลกระทบต่อคนของอังกฤษในการหางานทำโดยตรง เหตุผลที่สี่ ความไม่มีอิสระในการดำเนินนโยบายทางการค้า
สำหรับผลกระทบในแง่การค้าและการลงทุนต่อประเทศไทยกับอาเซียนนั้น ปัจจุบันไทยมีสัดส่วน 10% ในตลาดอียู ในขณะที่สินค้าไทยส่งออกไปยังอังกฤษ 1.8% มูลค่า 128,665 ล้านบาท มีมูลค่าการนำเข้า 88,663 ล้านบาท ซึ่งผลของ Brexit จะทำให้สัดส่วนของตลาดอียูของไทยลดลงเหลือ 8% สินค้าไทยที่ส่งไปอังกฤษหลักๆ ได้แก่ ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร และยางพาราและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ฉะนั้นหาก “Brexit” เกิดขึ้น ผลทางการค้าและการลงทุนกับประเทศอังกฤษถือว่าไม่มากนัก เพราะตลาดส่งออกไทยยังมีสมาชิกของอียูอีก 27 ประเทศ
สำหรับประเทศอาเซียนนั้น พบว่าในปี 2558 อาเซียนส่งออกไปอังกฤษ 428,050 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.2% ของการส่งออกไปตลาดโลก ส่วนการส่งออกของอาเซียน 5 ประเทศ (สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) ไปอียูนั้นมูลค่าอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.6% ของการส่งออกทั้งหมดไปตลาดโลก หากจีดีพีของอียูลดลง 1% ทำให้การส่งออกของอาเซียนลดลง 0.5% และหากจีดีพีของอังกฤษลดลง 1% ทำให้การส่งออกลดลง 1% ไป ส่วนการลงทุนของอียูในอาเซียนพบว่า ในปี 2558 อียูลงทุนในอาเซียนเป็นอันดับหนึ่ง 29,268 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยอาเซียนและญี่ปุ่น
ส่วนในตลาดอังกฤษและยูโรการส่งออกของไทยและอาเซียน จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น รวมทั้งการเดินทางของนักท่องเที่ยวอังกฤษและยุโรปที่เข้ามาเที่ยวในไทยและอาเซียนลดลง เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดกรณี “Thexit” หรือ “Inexit” หรือ “Viexit” หรือ “Siexit” และ “Maexit” หรือไม่ ผมคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะระดับการรวมตัวของอาเซียนกับของอียูมีความแตกต่างกัน โดยของอียูนั้นเป็นการรวมถึงขั้นการเป็นสหภาพเศรษฐกิจ ที่ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการมีสกุลเงินเดียวกัน
แต่กรณีของอาเซียนนั้นเป็นการรวมกลุ่มที่เรียกว่า “Common Market” เป็นการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตและลดภาษีเท่านั้น ผลกระทบต่อประเทศไทยจะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรูปแบบที่อังกฤษต้องการให้เป็น ซึ่งมีทั้งหมด 4 ทางเลือก คือ 1.“Norway Model” ตามประเทศนอร์เวย์ 2.Turkey Model ตามประเทศตุรกี 3.Swiss Model ตามประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ 4.ทำ FTA กับทุกประเทศที่ทำ FTA กับประเทศต่างๆ
ซึ่งแต่ละประเภทก็มีผลต่อประเทศไทยกับอาเซียนที่แตกต่างกันครับ







