posttoday
‘แบงก์-ประกัน’กับมาตรฐานบัญชี รับอี-เพย์เมนต์

‘แบงก์-ประกัน’กับมาตรฐานบัญชี รับอี-เพย์เมนต์

14 กรกฎาคม 2559

โดย...วารุณี อินวันนา

โดย...วารุณี อินวันนา

สภาวิชาชีพบัญชีเตรียมออก 3 มาตรฐานการรายงานทางการเงินและมาตรฐานการสอบบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) ในปี 2560-2563 ซึ่งจะสามารถรองรับระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ และเครื่องมือทางการเงิน

ทั้งนี้ ประสัณห์ เชื้อพานิช นายกสภาวิชาชีพบัญชี กล่าวว่า ได้เริ่มหารือร่วมกันกับทางกระทรวงการคลัง สภาอุตสาหกรรม กรมสรรพากร หน่วยงานกำกับภาคธุรกิจการเงิน มาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถลงบันทึกบัญชีได้อย่างถูกต้องและทำรายงานทางการเงินได้เทียบกับมาตรฐานสากล

โดยปี 2559 นี้มีการออกมาตรฐานใหม่ 2 ฉบับเท่านั้น คือ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 41 เรื่องเกษตรกรรม ที่กำหนดให้เกษตกรรมเพื่อการค้าต้องจัดทำ ซึ่งจะเป็นการวัดมูลค่าพืชและสัตว์ในทิศทางเดียวกับที่สากลใช้ และมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 4 เรื่องสัญญาประกันภัย ซึ่งส่วนที่กระทบคือการทดสอบความเพียงพอของหนี้สินที่ให้คำนวณจากราคาตลาด ณ ปัจจุบัน เพราะอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าหนี้สินสูงขึ้น จึงต้องตั้งสำรองมากขึ้น จึงทำให้เกิดการขาดทุน โดยเฉพาะบริษัทประกันชีวิตที่มีการรายงานงบการเงินในไตรมาสแรกของปี 2559 บางบริษัทขาดทุน 6,000 ล้านบาท แต่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น กำไรก็จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ได้มีการยืดหยุ่นด้วยการให้บวกส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลกับหุ้นกู้เอกชนเข้าไป 40% ได้

นอกจากนี้ สภาวิชาชีพบัญชียังมีโครงการที่จะออกมาตรฐานบัญชีสัญญาเช่าปี 2562 และมีอีก 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการเงิน (IFRS 9) และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทํากับลูกค้าในปี 2563 ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำ

ทั้ง 3 ฉบับนี้ ล่าสุดเป็นเรื่องใหญ่ เพราะธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินกับธุรกิจประกันภัย ต้องจัดทำ อาทิ การตั้งสำรอง การจัดประเภทสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น แต่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ในปีหน้าจะมีการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (TFRSs for SMEs) มี 2 ชุด คือ มาตรฐานชุดใหญ่สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ คือ ธุรกิจที่มีบริษัทลูกจำนวนมาก ทำธุรกิจที่มีความซับซ้อน และ มาตรฐานชุดเล็ก สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก 

“ชุดใหญ่นี้จะมีเอสเอ็มอีที่เข้าข่ายต้องทำประมาณ 1 หมื่นกว่ารายเท่านั้น และบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกประมาณ 1,000 บริษัท จากเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่ทางภาครัฐรายงานว่ามีประมาณ 6 แสนราย อีกกว่า 5 แสนราย เป็นรายเล็กๆ ที่ทำธุรกิจไม่ซับซ้อนไม่เข้าข่ายต้องทำ ไม่ต้องแตกตื่นกันมาก ซึ่งเราพยายามทำให้เกิดผลเข้าใจใน
วงกว้าง” ประสัณห์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมระบบการลงบัญชีให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็ก เพื่อรองรับระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรืออี-เพย์เมนต์ รวมถึงการชำระเงินในระบบพร้อมเพย์ เพราะในอนาคตการชำระเงินจะไม่ใช้เงินสด จะชำระผ่านออนไลน์ เมื่อเกิดการซื้อ-ขายสินค้า ไม่ได้มีหลักฐานเอกสารส่งมาให้ฝ่ายบัญชีได้ลงบันทึก จึงต้องวางระบบการลงบัญชีให้ แต่ทางเอสเอ็มอีต้องซื้อระบบนี้ไปใช้

“ยกตัวอย่าง เมื่อเอสเอ็มอีขายสินค้า ลูกค้าอาจจะซื้อด้วยเงินสด ซื้อด้วยสินเชื่อ หรือซื้อด้วยเครดิตการ์ด เราอาจทำเป็นหมายเลขกำกับไว้บนหน้าจอเครื่องรับเงิน เพียงกดตามหมายเลข บัญชีก็จะถูกบันทึก เมื่อสิ้นวันแต่ละวัน สามารถตรวจสอบได้ว่ามียอดขายทั้งหมดเท่าไหร่ ชำระเงินแบบไหน และตัดสต๊อกได้ทันที ทุกอย่างชัดเจน” ประสัณห์ กล่าว

สำหรับระบบการบันทึกบัญชีผ่านหน้าจอเครื่องรับเงิน จะมีการเชื่อมโยงไปยังกรมสรรพากร ทำให้สามารถตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ระบบอี-เพย์เมนต์น่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ในการเข้าสู่รูปแบบเต็มระบบ เพราะจากการติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ปัจจุบันมีเครื่องรูดบัตรประมาณ 2 แสนเครื่อง จะต้องทำการจัดซื้อเครื่องรูดบัตรอีก 2.5 ล้านเครื่อง

ในปีนี้ ทางกรมสรรพากรเริ่มเตรียมตัวเตือนให้เอสเอ็มอีลงบัญชีให้ถูกต้อง ซึ่งในปีนี้อาจจะไม่ถูก 100% เป็นการเตือนให้เตรียมตัว ปีหน้าจะลดหย่อนภาษีให้อีก นี่เป็นกระบวนการให้ทุกคนเข้าสู่ระบบอี-เพย์เมนต์ และเข้าสู่ระบบบัญชีเล่มเดียวให้ได้

“การต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐานใหม่เพื่อให้เป็นแบบเดียวกันกับสากล เมื่อเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ออกไปโรดโชว์ต่างประเทศ สามารถตอบคำถามให้นักลงทุนต่างประเทศเข้าใจได้ ทุกวันนี้พอตอบไปเขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง ต้องกลับมาทำรายงานทางการเงินใหม่ ทำให้เสียเวลา อย่างรายการระหว่างกัน งบกระแสเงินสด บริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้ทำ เพราะยังไม่มีใครบังคับให้ต้องทำ ยิ่งเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะทำให้มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเอสเอ็มอีของเรามากขึ้น การลงบัญชีที่ถูกต้องจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเอสเอ็มอีที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์กับที่จดทะเบียนจะมีมาตรฐานการรายงานทางบัญชีเดียวกัน” ประสัณห์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สภาวิชาชีพบัญชีได้เตรียมการพัฒนาบุคลากรของเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ไม่ต้องใช้มาตรฐานการรายงานบัญชีชุดใหญ่ เพราะในอนาคตจะต้องเติบโตและต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน ด้วยการพัฒนาบุคลากรทางด้านบัญชีให้พร้อม

ทั้งนี้ การนำมาตรฐานบัญชีแต่ละฉบับมาใช้ เพื่อให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล และก่อนจะประกาศใช้จะร่วมมือกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ ปรับปรุงแก้ไข และให้เวลาเตรียมตัว 2-3 ปี

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน