posttoday
ชงแผนรับไทย4.0โละคน50%

ชงแผนรับไทย4.0โละคน50%

14 กรกฎาคม 2559

การก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 แรงงานที่จะได้รับผลกระทบอันดับต้นๆ อาจเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเป็นกลุ่มแรงงานที่มีทักษะสูง

การก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 แรงงานที่จะได้รับผลกระทบอันดับต้นๆ อาจเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเป็นกลุ่มแรงงานที่มีทักษะสูง

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า กระทรวงเตรียมจะเสนอแนวโน้มการลงทุนของเอกชนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) และการจัดเตรียมพื้นที่การลงทุน เช่น นิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการ ให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รับทราบ พร้อมทั้งจะรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโครงการพื้นฐานในพื้นที่อีอีซี เช่น การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

นายสมชาย ยังกล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดทำแผนและยุทธศาสตร์เพื่อรองรับภาคแรงงานไทยที่จะได้รับผลกระทบจากการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมให้ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่จะมีการใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีมาจัดการกระบวนการผลิตและการค้าที่มากขึ้น โดยเฉพาะใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยคาดว่าจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในกลางเดือน ส.ค. 2559 จากนั้นจะนำมากำหนดรายละเอียดของแผนปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ในระยะแรกของการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 แรงงานที่จะได้รับผลกระทบอันดับต้นๆ อาจเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเป็นกลุ่มแรงงานที่มีทักษะสูง เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โดยจะต้องมีการทำแผนว่าจะมีการโยกย้ายแรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ  เช่น อาจจะมีการโยกย้ายแรงงานไปสู่อุตสาหกรรมบริการด้านซ่อมบำรุง เครื่องจักร การอบรมเพิ่มเติมให้กับอุตสาหกรรมใหม่ เป็นต้น” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวว่า แผนและยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะศึกษาแนวโน้มการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมช่วง 20 ปี จากนี้ด้วย พร้อมทั้งจัดทำวางกรอบการดำเนินงานระยะแรกไว้ที่ 5 ปี (ปี 2560-2565) เพื่อให้สอดคล้องกับการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่มีเป้าหมายในการผลิตสินค้าที่จะตอบสนอง และทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยกระดับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายสุรพล ชามาตย์ รองผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า สศอ.อยู่ระหว่างหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อติดตามผลกระทบที่จะเกิดแรงงานในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดการตกงาน ซึ่ง สศอ.มีแผนย้ายแรงงานที่จะตกงานจากการใช้หุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีแทนไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ แบบบูรณาการ ซึ่งในปีงบ 2560 ได้ขอรับจัดสรรงบในส่วนนี้ไว้ 1,000 ล้านบาท

“แรงงานที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องคิดเป็น 10% ของแรงงานทั้งประเทศ ส่วนที่เหลือ 80-90% เป็นแรงงานที่อยู่ในเอสเอ็มอี โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะเน้นเข้าดูแลกลุ่มแรงงานสัดส่วน 10% ก่อน เพราะจะเข้าสู่ 4.0 ก่อน ประเมินว่าจะมีแรงงานในกลุ่มนี้ถึง 50% ที่ต้องเปลี่ยนงาน”นายสุรพล กล่าว

ด้าน นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้หารือแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานบริหารจัดการและพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการ หรือ National Single Window (NSW) และมีมติให้แต่งตั้งอนุกรรมการฯ ที่มีกรมศุลกากรเป็นประธาน ศึกษาถึงความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วยงานใหม่

“แม้ว่าการพัฒนาระบบ NSW จะมีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง โดยมีกระทรวงการคลังรับผิดชอบ แต่การให้ถึงเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 มีความเป็นไปได้ยาก ประกอบกับมีกฎระเบียบใหม่หลายอย่างในระดับโลก ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับระบบการค้าของโลก ที่ประชุมจึงสั่งการให้ไปศึกษาเรื่องการจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลระบบ NSW ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน” ปรเมธี กล่าว

นายปรเมธี กล่าวว่า สศช.ยังได้รายงานที่ประชุมว่า ในปี 2559 ธนาคารโลกได้จัดอันดับการนำเข้าและส่งออกสินค้าของไทยอยู่ในอันดับที่ 56 ซึ่งมีแนวโน้มอันดับที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ไทยเคยอยู่อันดับที่ดีที่สุดที่อันดับ 10 ในปี 2552 พร้อมทั้งรายงานให้ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการทำงานของคณะอนุกรรมการเพื่อปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานหน่วยงานภาครัฐรายสินค้ายุทธศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้าแช่แข็ง วัตถุอันตราย

ทั้งนี้ จากการปรับปรุงการทำงานของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 10 กระทรวง 19 หน่วยงาน และเอกชน 12 หน่วยงาน พบว่า สามารถลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์จากการทำงานลงได้ 27% ลดการใช้กระดาษแบบฟอร์มคำขอและเอกสารลง 69% ลดระยะเวลาดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกลง 54% และลดค่าใช้จ่ายลง 70%

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อเพื่อปรับลดการนำเข้า ส่งออกสินค้ายุทธศาสตร์ ทั้งการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์คำขอใบอนุญาต/ใบรับรอง และคำขออื่นๆ และพัฒนาระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยระบบอี-เพย์เมนต์ผ่านระบบ NSW เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน