
เวลาที่ใช่ ของหุ้นผันผวนต่ำ
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
เมื่อฉบับก่อน ผมทิ้งท้ายไว้ว่าในโลกการลงทุนอาจไม่มี Low Risk, High Return อยู่จริง แต่อย่างน้อยๆ Low Beta, High Benefits ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และนอกจาก T-Low Beta แล้ว ในปีนี้ บลจ.ธนชาต ยังได้ออกกองทุนน้องใหม่ T-Prime Low Beta ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำกว่ากองทุนเดิมที่กำหนดไว้ว่าต่ำกว่า 1 เป็นต่ำกว่า 0.85 เท่า ส่วนตัวเลขที่ต่างกัน 0.15 เท่า สร้างความแตกต่างอะไรบ้าง? ผมจะกล่าวต่อไปครับ
โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บลจ.ธนชาต ได้เปิดขายกองทุน T-Prime Low Beta เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก จนเราต้องขยายขนาดกองทุน และทำให้กองทุนนี้มีขนาดใหญ่กว่ากองทุน T-Low Beta ซึ่งเป็นกองทุนต้นแบบที่ตั้งมาก่อนถึงกว่า 3 ปีเสียอีก และแม้ว่าในปีนี้จะเหลือโอกาสให้ผู้ที่สนใจลงทุนอีกครั้งในเดือน ต.ค. แต่คาดว่าไซส์คงเหลือน้อยเต็มที ผู้ที่สนใจอาจต้องรอลงทุนในกองทุนนี้อีกครั้งในเดือน ก.พ.ปีหน้า หลังจากที่กองทุนนี้จะเปิดเป็นกองทุนเปิดอย่างสมบูรณ์แบบครับ
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ T-Prime Low Beta ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ส่วนหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำมากในปัจจุบัน จนทำให้ผู้ฝากเงินต้องมองหาผลตอบแทนอื่นๆ ในระดับที่พอใจ และส่วนสำคัญก็มาจากลักษณะของกองทุนที่มีนโยบายลงทุนตอบโจทย์กลุ่มลูกค้านั่นเอง
คำตอบข้อแรก คือ การกำหนดให้หุ้นที่ลงทุนต้องมีค่า Beta เฉลี่ย
3 ปี น้อยกว่า 0.85 นั้น หมายความว่าทำให้กองทุนสามารถเลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินมั่นคงเป็นบริษัทขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง และมีสัดส่วนหนี้ต่ำมาก เพราะกลุ่มหุ้นที่เราเลือกลงทุนจำนวน 30-40 บริษัทนั้น หลายบริษัทเป็นบริษัทขนาดใหญ่ กว่าครึ่งมียอดขายมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท/ปี ทำธุรกิจที่ได้เปรียบเชิงแข่งขัน คือ มีคู่แข่งน้อยราย หรือเป็นธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทำให้ลูกค้าที่ลงทุนในกองทุนนี้มั่นใจได้เลยว่า เราเลือกลงทุนในบริษัทที่ดีมาก
คำตอบต่อมา คือ หุ้นในกลุ่มที่เราเลือกลงทุนจ่ายเงินปันผลที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจมาก เพราะส่วนใหญ่จ่ายมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ และอัตราเงินฝากประจำ 1 ปีเสียอีก จากสถิติที่เราลองรวบรวมมา 5 ปีย้อนหลัง จะพบว่าหุ้นในกลุ่มที่ลงทุนนั้น ส่วนใหญ่จะจ่ายอยู่ที่ประมาณ 3-5% ต่อปีและจ่ายอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเงินปันผลสำหรับการลงทุนในหุ้นจะให้ข้อดีใน 2 ด้านคือ เราเหมือนมีฐานเก็บไว้ให้อุ่นใจก่อน คือถ้าหุ้นขึ้นลงน้อยๆ เงินปันผลก็มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่แล้ว และหากว่าหุ้นเกิดมีช่วงที่ขาดทุน เงินปันผลก็จะช่วยเติมเต็มหรือบรรเทาให้ขาดทุนน้อยลง หรือไม่ขาดทุนเลยก็ได้ เรียกได้ว่าเป็นกันชนไม่ให้พอร์ตของเราบาดเจ็บมากนั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เราค่อนข้างแนะนำผู้ที่คุ้นเคยแต่การฝากเงิน เมื่อเปลี่ยนมาลงทุนในหุ้น ย่อมต้องไม่เคยชินราคาหุ้นที่มีขึ้นมีลง แต่เมื่อมีเงินปันผลคอยลดความเหวี่ยงของราคาที่จะเกิดขึ้น
จริงๆ แล้ว ถ้าถามว่าทำไม T-Prime Low Beta ถึงเหมาะกับผู้ที่ทิ้งเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว นั่นก็เพราะปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำมาก แม้ว่ามีสัญญาณว่าเฟดน่าจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ หรือถ้าจะขึ้นก็คงไม่สามารถขึ้นได้มากกว่า 1 ครั้งแน่นอน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อังกฤษตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรป ทำให้เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แข็งแรงนัก ดูเปราะบางขึ้นไปอีกเนื่องจาก เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งความไม่มั่นใจในหลายเรื่อง ทำให้เกิดความเสี่ยงหลายประการ จนนักลงทุนเริ่มหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างทองคำแทนก็ตาม
แต่เชื่อไหมครับว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนติดลบกว่า 40% เพราะฉะนั้นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยแม้จะไม่ใช่ขาขึ้นแต่ก็คงจะไม่ลดต่ำลงไปกว่านี้มากนัก ทำให้กองทุนตราสารหนี้อาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้าเงินฝากระยะยาวเหมือนที่ผ่านมา
ดังนั้น ช่วงเวลานี้แหละครับที่เหมาะกับการที่ผู้ฝากเงินจะเปลี่ยนการฝากเงินในธนาคารมาเริ่มลงทุนในหุ้นผันผวนต่ำบ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน และไม่เสียโอกาสจากการหยุดอยู่กับดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1 ปียังไม่ถึง 2% ด้วยซ้ำ
แต่สำหรับผู้ที่สนใจในหุ้นกลุ่ม Low Beta อาจไม่ทันที่จะสะสม T-Prime Low Beta เข้าพอร์ตแล้ว และคงต้องรอจนถึงปีหน้า ในระหว่างนี้ ถ้าท่านมองหาการลงทุนในหุ้นผันผวนต่ำกองทุนนี้ ผมก็ขอแนะนำ T-Low Beta กองทุน 5 ดาว จาก Morningstar และกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปีจากวารสารการเงินธนาคาร เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากแทนครับ







