posttoday
เปิดอก... นักลงทุนใจดี สตาร์ทอัพ แบบไหนน่าให้เงิน

เปิดอก... นักลงทุนใจดี สตาร์ทอัพ แบบไหนน่าให้เงิน

09 กรกฎาคม 2559

แม้ว่าประเทศไทยจะรู้จักกับ “สตาร์ทอัพ” อย่างจริงจังเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง (น่าจะตั้งต้นกันที่ปี 2555) แต่กลับเริ่มหวั่นๆ

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

แม้ว่าประเทศไทยจะรู้จักกับ “สตาร์ทอัพ” อย่างจริงจังเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง (น่าจะตั้งต้นกันที่ปี 2555) แต่กลับเริ่มหวั่นๆ กันว่าสตาร์ทอัพที่กระแสมาแรงมากในขณะนี้กำลังจะกลายเป็น “ฟองสบู่” เพราะถูกปั่นจนมูลค่าเกินจริง

แต่ในมุมมองของ “กระทิง” เรืองโรจน์พูนผล ผู้ก่อตั้ง Disrupt University โรงเรียนบ่มเพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย และร่วมก่อตั้งกองทุน 500 TukTuks เพื่อลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ประเมินว่า สำหรับสตาร์ทอัพไทย วันนี้ยังห่างไกลจากคำว่า “ฟองสบู่” แถมยังอยู่ในระดับที่แข็งแรงมากๆ ขณะที่มูลค่าค่อยๆ เพิ่มขึ้น

โดย เรืองโรจน์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก (Facebook : Krating Poonpol) ว่าสตาร์ทอัพไทยมีคุณภาพที่ดีมาก และยังไม่เห็นว่าจะมีสตาร์ทอัพที่ได้เงินลงทุนไปทั้งๆ ที่ไม่ควรได้รับ

อย่างก็ตาม เรืองโรจน์ ยอมรับว่า แม้วันนี้จะยังไม่ใช่ แต่อนาคตก็ไม่แน่ ถ้า...

1.มีเงินทุนที่ไม่ได้เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง และเงินทุนที่ตั้งใจเข้ามาเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว ทะลักเข้ามาลงทุนกับสตาร์ทอัพ ซึ่งเรืองโรจน์ เรียกว่า เงินทุนแบบนี้ว่า Dumb Capital และ Speculative Capital

“Dumb Capital จะทำให้เกิดการลงทุนในสตาร์ทอัพที่ไม่ควรได้รับเงินลงทุนหรือยังไม่พร้อมแล้วจะทำให้เกิดฟองสบู่อย่างแน่นอน ขณะที่ Speculative Capital ลงทุนแล้วกดดันให้สตาร์ทอัพปั่นมูลค่าในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้เกิดฟองสบู่”

เปิดอก... นักลงทุนใจดี สตาร์ทอัพ แบบไหนน่าให้เงิน

 

2.การจัดงานเกี่ยวกับสตาร์ทอัพและโครงการบ่มเพาะธุรกิจที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่เข้าใจธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างแท้จริง ทำให้ผลิตสตาร์ทอัพที่ไม่ได้คุณภาพ

3.การโหมโปรโมทกระแสสตาร์ทอัพเฉพาะด้านที่สวยหรู ซึ่งจะเป็นการดึงดูดคนเข้ามาทำสตาร์ทอัพด้วยเหตุผลผิดๆ และทำตามกระแสมากกว่าความต้องการ (อย่างแรงกล้า) ที่จะแก้ปัญหาให้คน ตามแนวทางของสตาร์ทอัพ

“สตาร์ทอัพไม่ได้สวยหรู ไม่ได้รวยเร็ว แต่ทำงานหนัก และรายได้น้อย แถมเสี่ยงมหาศาล เหมือนที่ผมบอกเสมอว่า สตาร์ทอัพ งานควาย รายได้ไม่ดี แต่มีอนาคต”

4.ช่องโหว่ในกลไกและนโยบายการสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ทำให้คนที่ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เช่น บริษัทใหญ่ๆ หรือสตาร์ทอัพที่มีเส้นสายมาใช้ประโยชน์

เมื่อเห็นถึงความกังวลของหนึ่งในผู้ปลุกปั้นสตาร์ทอัพของไทยแบบนี้แล้ว ก็เริ่มเป็นห่วงเช่นกันว่า นักลงทุนอย่างเราๆ โดยเฉพาะคนที่พร้อมจะเป็น “นักลงทุนใจดี” หรือ Angel Investor อาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สตาร์ทอัพไทยกลายเป็นฟองสบู่

เพราะฉะนั้น ถ้าเราตั้งใจจะเป็น Angel Investor คงไม่ใช่แค่มีเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะต้องรู้ด้วยว่า “สตาร์ทอัพแบบไหนที่น่าให้เงิน” เพื่อไม่ทำให้ความหวังดีที่จะ “สร้าง” กลายเป็น “ทำลาย”

Angel Investor คุณคือคนสำคัญ

ในงานสัมมนา “Startup Investor Day ลงทุนยุคใหม่ในสตาร์ทอัพ” ซึ่งจัดโดย stock2morrow ร่วมกับ Techsauce และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2559 อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Techsauce Media อัพเดทความเคลื่อนไหวของแวดวงสตาร์ทอัพไว้ว่า...

ถ้านับจากปี 2555 จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2559 แวดวงสตาร์ทอัพมีการเติบโตที่ดีมาก โดยเมื่อปี 2555 มีสตาร์ทอัพได้รับเงินลงทุนอยู่เพียง 3 ราย แต่มาถึงปีนี้ได้รับไปแล้วกว่า 71 ราย มูลค่ามากกว่า 108 ล้านบาท และในจำนวนนี้มี 1 ราย ที่สามารถทำสถิติการระดมทุนได้สูงสุดถึง 15 ล้านบาท

และ Thai Tech Startup Ecosystem Report 2016 โดย Techsauce ให้ข้อมูลว่าทุกวันนี้ในประเทศไทยมีกองทุนร่วมทุน (Venture Capital : VC) หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ลงทุนในสตาร์ทอัพอย่างจริงจังมากกว่า 60 ราย ขณะที่มี Angel Investor มากกว่า 30 ราย (จะเป็นใครกันบ้างลองแกะรายชื่อจากกราฟฟิกประกอบ หรือจะเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ techsauce.co)

แน่นอนว่า Angel Investor ในกลุ่มนี้จะเป็น Smart Investor ที่มีส่วนสำคัญทำให้สตาร์ทอัพติดจรวดได้แน่นอน เพราะฉะนั้นต้องไปฟังกันว่า “นักลงทุนใจดี” กลุ่มนี้มีวิธีการเลือกสตาร์ทอัพที่จะเข้าร่วมลงทุนอย่างไร

- ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา

“ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นที่มีน้อยลง” เป็นตัวจุดประกายให้ “ป้อม” ปิยพันธ์ วงศ์ยะราผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัททูมอร์โรว์กรุ๊ป และบริษัท สต็อคทูมอร์โรว์ เข้ามาเริ่มลงทุนกับสตาร์ทอัพ ในฐานะ Angel Investor เพราะคาดหวังว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในสตาร์ทอัพจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยลงทุนมากถึง 5 บริษัท (มากที่สุดเมื่อเทียบกับ Angel Investor ในกลุ่มนี้)

ปิยพันธ์ บอกว่า “สตาร์ทอัพเป็นช่วงวัยเริ่มต้นของธุรกิจและมีอัตราการเติบโตสูง โดยในแต่ละปีต้องเติบโตเท่าตัว ถ้าเติบโตไม่ได้ 100-200% อย่าเรียกว่า สตาร์ทอัพ และเมื่อไปถึงขั้น IPO มูลค่าจะทวีคูณ เพราะฉะนั้นหากเลือกลงทุนได้ถูกต้องมีโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโตได้หลายเท่าตัว”

อย่างไรก็ตาม ปิยพันธ์ ยอมรับว่า โอกาสที่ธุรกิจสตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จมีน้อย และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี กว่าที่จะเห็นผลสำเร็จ

“เพราะฉะนั้นเวลาเลือกลงทุนจะเลือกจากธุรกิจที่ช่วยคน เพราะเชื่อมั่นกับการทำธุรกิจแล้วได้ช่วยแก้ปัญหาให้สังคม ไม่ได้โลกสวย แต่เพราะธุรกิจที่ช่วยเหลือผู้คนจะเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและเติบโตได้เร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของสตาร์ทอัพ”

นอกจากนี้ ปิยพันธ์ ยังบอกอีกว่า ถ้าเป็นสตาร์ทอัพที่ช่วยเหลือผู้คนได้จริงจะไม่ต้องกลัวว่าจะเปิด “ฟองสบู่” เพราะธุรกิจจะสามารถเติบโตได้แน่นอน

เช่นเดียวกับ stock2morrow ที่เริ่มมาจากการเป็นสตาร์ทอัพที่มองเห็นปัญหาของนักลงทุน และพยายามแก้ปัญหาให้กับนักลงทุน

“แต่จุดสำคัญของการลงทุน คือ จุดที่เข้าซื้อมูลค่าที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร ซึ่งเป็นจุดที่ยาก เพราะหากเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น เราสามารถดูข้อมูลทางการเงินจากงบการเงินได้ แต่สตาร์ทอัพประเมินราคาได้ยาก เพราะฉะนั้นทุกการลงทุนมาจากความบ้า”

ปิยพันธ์ บอกว่า สำหรับ Angel Investor แล้ว นอกจากจะดูตัวธุรกิจแล้ว “ผู้ร่วมก่อตั้งก็สำคัญมากๆ ต้องมีความกระหายพอ ต้องมุ่งมั่น และไม่มีทางเลือกอื่น เพราะถ้ามีทางเลือกอื่นอาจจะทิ้งไปเลยก็ได้เมื่อถึงจุดลำบาก”

“Angel Investor ไม่ได้ลงทุนแค่เพียงปีเดียว แต่อยู่กันเกิน 3-4 ปี เพราะฉะนั้นเคมีต้องตรงกัน จะต้องมีการดื่มเพื่อให้แสดงตัวตน” ปิยพันธ์ กล่าว

- อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์

จาก “เถ้าแก่น้อย” ขยับมาเป็น Angel Investor อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ “ต๊อบ-เถ้าแก่น้อย” บอกว่า สาเหตุที่ทำให้เขาสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพ คือ “เชื่อว่าสตาร์ทอัพสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงๆ” โดยวันนี้เขาลงทุนอยู่ 4 บริษัท

“ผมลงทุนตามเป้าหมายชีวิต ซึ่งเป้าหมายของผมคือ ทำให้เถ้าแก่น้อยเป็น Global Company และช่วยให้คนอื่นประสบความสำเร็จ ก็คือการลงทุนในสตาร์ทอัพและจะเลือกลงทุนในธุรกิจที่จะไปช่วยธุรกิจอื่นได้อีก”

นอกจากนี้ อิทธิพัทธ์ยังจะสนใจมากยิ่งขึ้น ถ้าเป็นธุรกิจที่ยิ่งเติบโต ยิ่งทำให้ต้นทุนต่ำลง และจะชอบสตาร์ทอัพที่ผู้บริหาร หรือผู้ร่วมก่อตั้งออกมาทำธุรกิจอย่างจริงจัง ไม่มีธุรกิจอื่นมารองรับ เพราะ “ถ้าไม่มีธุรกิจอื่นมารองรับเขาจะสู้ไม่ถอย”

อีกข้อหนึ่งที่เป็นปัจจัยในการเลือกลงทุนของอิทธิพัทธ์ คือ ต้องเป็น “เพื่อน” กัน เหมือนกับตอนที่ลงทุนบริษัทแรก เขาบอกว่า “ก็มองตากันไปมา แล้วรู้ว่ามีอะไรที่ใกล้เคียงกัน มี Passion มีลูกดื้อ ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน”

“เวลาดูสตาร์ทอัพที่จะไปลงทุน ก็เหมือนจีบสาว ต้องนัดเดทกันก่อน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกันว่า ถ้าแนวความคิดพอไปด้วยกันได้ก็นัดดินเนอร์กัน ซึ่งอาจจะมีการดื่มเล็กน้อย เพราะจะดูว่าเวลามีปัญหาเขาแก้ไขอย่างไร สู้ปัญหาหรือไม่ ก็ดูได้จากตอนที่กินเหล้านี่แหละ แล้ว Sense ของเราจะบอกเองว่า ควรจะร่วมธุรกิจกับเขาหรือไม่”

แต่ถ้าถามถึงผลตอบแทนจากการลงทุน อิทธิพัทธ์ บอกว่า “ไม่เคยคิดว่าจะต้องคืนทุนมาเท่าไร เพราะลงทุนตอนนี้ก็คุ้มแล้ว เพราะได้เรียนรู้ธุรกิจที่ไม่เคยรู้มาก่อน และความรู้คือ การลงทุนในตัวเอง เพราะฉะนั้นแม้จะไม่ได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน แต่ได้เพื่อน ได้ความรู้จากธุรกิจอื่นๆ เอามาประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้”

“ถ้าหวังกำไรจากการลงทุนยังมีช่องทางลงทุนอีกมาก แต่การลงทุนในสตาร์ทอัพต้องใจรักและมีความเชื่อบ้าๆ อยู่ด้วย เพราะฉะนั้นอาจจะเปลี่ยนจาก Angel Investor เป็น Crazy Investor เหมือนกับที่ สตีฟ จ็อบส์ บอกว่า คนบ้าเท่านั้นที่จะเปลี่ยนโลก”

- ชัชวาลย์ เจียรวนนท์

น่าจะเป็น Angel Investor รุ่นเก๋า และมีประสบการณ์ลงทุนสตาร์ทอัพต่างประเทศมาแล้ว ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ กรรมการและผู้อำนวยการบริหาร-การลงทุนกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส บอกว่า ลงทุนกับธุรกิจในระยะเริ่มต้นมาหลายสิบปีแล้ว หรือจะเรียกว่า สตาร์ทอัพ ก็ได้

“ในวันนั้นธุรกิจจะต้องทำอย่างไรให้ได้กำไรเร็วที่สุด ถึงจะดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนได้ เพราะไม่มีนักลงทุนอย่าง Angel Investor หรือ VC มาลงทุนและรอให้ธุรกิจเดินไปได้ระยะหนึ่งก่อน”

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ต้องดูว่าธุรกิจที่ไปลงทุนสามารถแก้ปัญหาสังคมในช่วงนั้นได้หรือไม่ ขณะที่สตาร์ทอัพในวันนี้ที่นำเอาเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาให้ดีขึ้นและต้นทุนถูกลง

นอกจากนี้ ยังคาดหวังว่าธุรกิจจะสามารถขยายไปได้มากแค่ไหน เพราะหากมองแค่ในประเทศ ถือว่ายังไม่ใช่ธุรกิจที่ดีพอ ถ้าธุรกิจที่ดีจะต้องก๊อบปี้ไปใช้ในสังคมอื่นได้

ชัชวาลย์ กล่าวอีกว่า เขายังให้ความสำคัญกับสตาร์ทอัพที่มีระบบปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง เพราะรูปแบบธุรกิจเป็นเรื่องที่เลียนแบบกันได้ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตไปจนถึงจุดหนึ่งแล้วจะแข่งขันกันที่ระบบงานหลังบ้าน

“แต่ถ้าสนใจลงทุนสตาร์ทอัพแล้วหวังว่าจะได้กำไรสิบเท่าร้อยเท่า อย่าลงทุน เพราะมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะฉะนั้นเป้าหมายการลงทุนต้องไม่ใช่เป็นตัวเลข แต่จุดที่ประสบความสำเร็จคือ มีบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกอยากเข้ามาซื้อบริษัท”

นอกจากนี้ ชัชวาลย์ ยังบอกอีกว่า “ไม่อยากให้มองว่า Angel Investor เป็นคนบ้าทั้งหมด เพราะแม้ว่าการวิเคราะห์ธุรกิจสตาร์ทอัพจะทำได้น้อยกว่าธุรกิจอื่น ทำให้ต้องการลงทุนเกินครึ่งต้องอาศัยความรู้สึก แต่จริงๆ แล้วก็มีหลักการวิเคราะห์ได้ เช่น การประเมินการใช้เงินในแต่ละช่วง เพราะฉะนั้นต้องบ้าบวกเทคนิคในการวิเคราะห์ด้วย”

Startup กับ Angel Investor

ปิยพันธ์ บอกว่า ไม่ใช่นักลงทุนที่เลือกสตาร์ทอัพ แต่สตาร์ทอัพก็เป็นคนเลือกนักลงทุนเช่นกัน

เช่นเดียวกับ อิศราดร หะริณสุต ผู้ร่วมก่อตั้ง Omise สตาร์ทอัพไทยที่ประสบความสำเร็จ ที่บอกว่า “การที่มีนักลงทุนนำเงินมาให้เป็นสิ่งที่ดี แต่เงินไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่นักลงทุนที่เข้ามาจะต้องเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของสตาร์ทอัพได้อย่างไรบ้าง”

อิศราดร บอกว่า นักลงทุนที่จะเข้ามาร่วมทุนกับสตาร์ทอัพควรจะเป็นนักลงทุนที่สามารถให้คำปรึกษา ต่อยอดสายสัมพันธ์ และอาจจะเป็นลูกค้าได้ด้วย

“เอาเงินมาให้อย่างเดียวไม่มีประโยชน์ เพราะถ้าธุรกิจของเราดี ไม่ต้องกลัว จะมีคนมาลงทุนแน่นอน” อิศราดร กล่าว

นอกจากนี้ กิตตินันท์ อนุพันธ์ (หรือที่รู้จักกันในวงการคือคุณแจ็ค) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Anywhere to Go ผู้สร้าง Claim Di ยังบอกว่า สตาร์ทอัพที่มีนักลงทุนมาร่วมทุนจะถือเป็นแรงผลักดันให้เติบโต และเชื่อว่า แม้จะมีเงื่อนไขการลงทุนมากมาย แต่ Angel Investor และ VC จะเข้าใจถ้าธุรกิจที่ลงทุนจะไป
ไม่ถึงฝั่ง

เมื่อสตาร์ทอัพไม่ได้ต้องการเพียงแค่เงินทุน เพราะการแค่นำเงินไปกองตรงหน้าก็ไม่มีความหมายกับธุรกิจมากเท่ากับการเพิ่มมูลค่าให้กับสตาร์ทอัพที่เข้าไปลงทุนได้มากแค่ไหน เพราะฉะนั้น Angel Investor ก็ต้องเป็นมากกว่าแค่นักลงทุน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน