posttoday

ท็อปแบรนด์เปิดกลยุทธ์ สูตรความสำเร็จสู่ความนิยม

07 กรกฎาคม 2559

จากการวิจัยพฤติกรรมการบริโภคที่มีการซื้อจริงในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีอัตราการบริโภคสูง พบว่า สุดยอดแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงสุดในประเทศไทยประจำปี 2558 ยังคงเป็นแบรนด์สินค้าที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคชาวไทย

โดย...จะเรียม สำรวจ

จากการวิจัยพฤติกรรมการบริโภคที่มีการซื้อจริงในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีอัตราการบริโภคสูง หรือ เอฟเอ็มซีจี  ซึ่งดำเนินการในรูปแบบ คอนซูเมอร์ พาแนล ของบริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) พบว่า สุดยอดแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงสุดในประเทศไทยประจำปี 2558 ยังคงเป็นแบรนด์สินค้าที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคชาวไทย 

สำหรับผลการจัดอันดับในประเทศไทย สุดยอดแบรนด์ที่ผู้บริโภคไทยเลือกซื้อสูงสุด และผู้ค้าปลีกที่มีอัตราการซื้อสูงสุดอันดับ 1-3 แยกตามกลุ่มสินค้า มีดังนี้ กลุ่มเครื่องดื่ม อันดับ 1 เป็นของแบรนด์เนสกาแฟ ตามด้วยแลคตาซอย และดัชมิลล์ ขณะที่กลุ่มอาหาร แบรนด์ที่มีอัตราการซื้อสูงสุดเป็นของแบรนด์ดัชมิลล์ ตามด้วยมาม่า และเลย์ กลุ่มสุขภาพและความงาม แบรนด์อันดับ 1 เป็นของคอลเกต ตามด้วยซันซิล และโพรเทคส์ กลุ่มสินค้าในครัวเรือน อันดับ 1 เป็นของแบรนด์บรีส ตามด้วยซันไลต์ และคอมฟอร์ท ส่วนกลุ่มผู้ค้าปลีก แบรนด์ที่มีอัตราการซื้อสูงสุด คือ เซเว่นอีเลฟเว่น ตามด้วยเทสโก้ โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต และเทสโก้ โลตัสเอ็กซ์เพรส

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังมีการจัดอันดับแบรนด์และผู้ค้าปลีกดาวรุ่งอันดับ 1-3 โดยในส่วนของกลุ่มเครื่องดื่ม อันดับ 1 เป็นของเป๊ปซี่ ตามด้วยเบอร์ดี้ และคริสตัล กลุ่มอาหาร อันดับ 1 เป็นของยาคูลท์ ตามด้วยแจ็กซ์ และโก๋แก่ กลุ่มสุขภาพและความงาม อันดับ 1 เป็นของซอลส์ ตามด้วยอิงอร และเบนเนท กลุ่มสินค้าในครัวเรือน อันดับ 1 เป็นของไฮยีน ตามด้วยดาวน์นี่ และ 108 ช็อป ปิดท้ายด้วยกลุ่มผู้ค้าปลีก อันดับ 1 เป็นของเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ตามด้วยแม็คโคร และเทสโก้ โลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต

ความสำเร็จที่ได้รับดังกล่าวแต่ละแบรนด์ได้มีการออกมาเปิดเผยเคล็ดลับความสำเร็จ เพื่อเป็นเกร็ดความรู้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสูตรความสำเร็จส่วนใหญ่ที่ดูจะเหมือนกันก็จะเป็นในส่วนของการปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันก็ต้องมีการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาทำตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

สุพัชรมณี ศรีวลี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดัชมิลล์ กล่าวว่า กลยุทธ์ที่ทำให้ดัชมิลล์ประสบความสำเร็จ คือ ตัวสินค้าต้องมีคุณภาพที่ดี และมีความหลากหลาย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทมีการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็พยายามรีโนเวทหรือปรับปรุงสินค้า ควบคู่ไปกับการสร้างอินโนเวชั่นให้กับสินค้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สินค้าใหม่ที่พัฒนาออกมาทำตลาดตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว จะเห็นได้ว่าปัจจุบันบริษัทจะมีสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัจจุบันมีการแตกไลน์สินค้าออกมาในรูปแบบของนมถั่วเหลือง ควบคู่ไปกับการปรับปรุงสินค้าในกลุ่มนมพาสเจอร์ไรส์ เช่น การแตกเซ็กเมนต์นมระดับพรีเมียมอย่าง
ดัชมิลล์ พรีเมียมมิลค์ รวมไปถึงการเปิดตัวดัชชี่ โยเกิร์ต สูตรกรีก สไตล์ เข้ามาทำตลาด

สุพัชรมณี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้บริโภคยังมีความต้องการสินค้าเหมือนเดิม แต่ความต้องการในรูปแบบสินค้ามีความเปลี่ยนแปลงไป บริษัทจึงต้องตามให้ทันด้วยการพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีคุณภาพ ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ด้วยการดูแลวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยในส่วนของรสชาติสินค้าถ้าจะให้มีคุณภาพที่ดี ต้องมีการดูแลวัวเป็นอย่างดี เพื่อให้มีน้ำนมที่ดีเพื่อนำมาผลิตสินค้า

ยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้ประกอบการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า ร้านเซเว่นเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งช่วงแรกที่เปิดให้บริการยังไม่มีใครรู้จักว่าแบรนด์ร้านเซเว่นคืออะไร แต่หลังจากบริษัทมีการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับตัวตามโครงสร้างประชากร ด้วยการหาสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแต่ละแหล่งชุมชน เช่น สาขาที่อยู่ในโรงพยาบาลก็อาจจะมีสินค้าที่แตกต่างไปจากสาขาที่อยู่ในอาคารสำนักงาน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ก็มีการปรับตัวกลุ่มอายุของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วงเริ่มต้นร้านเซเว่นในปี 2532 จะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 5-25 ปี แต่พอผ่านเวลาผ่านไป 20 ปี กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวมีอายุเพิ่มมากขึ้น ทำให้กลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มอายุ 25-45 ปี และหลังจากนี้ไปอีก 20 ปี กลุ่มเป้าหมายของร้านเซเว่นก็จะเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มอายุ 45-65 ปี ซึ่งบริษัทได้เตรียมแผนรองรับกลุ่มเป้าหมายสูงอายุไว้เรียบร้อยแล้ว

ยุทธศักดิ์ กล่าวอีกว่า กลยุทธ์ความสำเร็จของร้านเซเว่นสามารถแบ่งออกเป็น 4 ข้อหลัก คือ การมีจำนวนสาขาที่ครอบคลุมผู้บริโภค การปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภค การมีพนักงานที่บริการดี และการมีระบบโลจิสติกต์หรือการขนส่งที่ดี ขณะที่วิสัยทัศน์อีก 5 ปีจากนี้ บริษัทจะดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ 4 ข้อ คือ 1.การเปลี่ยนจากร้านสะดวกซื้อเป็นร้านอาหารสะดวกซื้อ เพื่อให้ลูกค้าบริโภคสินค้าได้มากขึ้น เช่น การมีเมนูอาหารตอนเช้า เป็นต้น

ขณะที่กลยุทธ์ที่ 2.การเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลายเริ่มตั้งแต่กลุ่มเด็กถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการขยายสาขาเจาะไปยังอำเภอ และตำบล 3.การเพิ่มกลุ่มสินค้าใหม่ๆ เข้ามาจำหน่ายภายในร้าน และ 4.คือ การเพิ่มความหลากหลายในสินค้า จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวปัจจุบันร้านเซเว่นมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการประมาณ 9,252 สาขา    

ด้าน พัทนัย เหลืองตระกูล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) กล่าวว่า ตลาดกาแฟตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีความคึกคักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภคชื่นชอบการดื่มกาแฟมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันรูปแบบของการดื่มกาแฟก็มีการเปลี่ยนแปลงไป คือ มีความหลากหลายมากขึ้น

จากปัจจัยดังกล่าวบริษัทจึงต้องมีการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลาย เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวเนสกาแฟเอ็กซ์ตร้า เนสกาแฟเชค เนสกาแฟ คอฟฟี่มิกซ์ เนสกาแฟทรีอินวัน และล่าสุดก็เปิดตัว เนสกาแฟ เบลนด์แอนด์บรู เข้ามาทำตลาด หลังยกเลิกการทำตลาดกาแฟทรีอินวันไปตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

"จีไอเอส" ดัน GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ชู 6 กลไกขับเศรษฐกิจไทยแข่งโลก