
‘สวนละไม’ ต้นแบบ สมาร์ทฟาร์มเมอร์
ในช่วงปีที่ผ่านมาถึงขณะนี้ ผลไม้ไทยโดยเฉพาะในกลุ่มทุเรียน มังคุด เงาะ มะม่วง ฯลฯ เป็นที่ต้องการในกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
“ในช่วงปีที่ผ่านมาถึงขณะนี้ ผลไม้ไทยโดยเฉพาะในกลุ่มทุเรียน มังคุด เงาะ มะม่วง ฯลฯ เป็นที่ต้องการในกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ทำให้เกิดตัวกลางรับซื้อผลไม้ หรือ “ล้ง” ต่างชาติ เข้ามารับซื้อผลไม้จากสวนท้องถิ่นโดยตรงในรูปแบบเหมาสวน โดยเฉพาะใน จ.ระยอง ซึ่งส่งผลดีในระยะสั้นด้วยผลผลิตมีตลาดรองรับแน่นอน แต่ในระยะยาวสวนผลไม้ไทยอาจถูกกดราคาผลผลิตได้ในอนาคต...”
คำกล่าวของ ไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์ อดีตกำนัน อ.วังจันทร์ และเจ้าของสวนละไม จ.ระยอง ที่มองเห็นว่าหากจะทำสวนผลไม้ท้องถิ่นในจังหวัดให้อยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องปรับกระบวนการคิดจากการทำสวนแบบดั้งเดิมที่อาศัยระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อรอทำตลาดขายส่งเท่านั้น แต่หากนำระบบบริหารจัดการธุรกิจเข้ามาปรับใช้พร้อมกับสร้างเครือข่ายชุมชนเกษตรแบบมีส่วนร่วม ที่นำไปสู่รูปแบบ (โมเดล) การเกษตรเชิงธุรกิจได้ในที่สุด
พร้อมมองว่าการเข้ามาของล้งจีนจะทำให้สวนผลไม้ไทยเปลี่ยนไป ด้วยในช่วงแรกเจ้าของสวนผลไม้จะยังสามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงกับล้งจีนที่มาซื้อแบบเหมาสวน ซึ่งเปลี่ยนจากการขายส่งแบบเดิม แต่สิ่งที่น่ากังวลคือล้งจีนจะเข้ามาผูกขาดตลาดผลไม้จากชาวสวนไทยคาดเป็นระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ จากนั้นอำนาจการซื้อขายจะเป็นของพ่อค้าจีนทันที หากชาวสวนผลไม้ไม่มีการปรับตัวหาตลาดใหม่มารองรับด้วย จะรอแต่ขายให้กับล้งจีนและคิดว่าจะได้ราคาสูงตลอดไป
ขณะที่ปัจจุบัน คาดมีเกษตรกรสวนผลไม้ใน จ.ระยอง ไม่ต่ำกว่า 1,000 ครัวเรือน และเห็นว่าเกษตรกรหรือชาวสวนผลไม้ระยองต้องเร่งปรับตัว โดยนำระบบบริหารจัดการมาใช้ร่วมกับการผลิต หรือเพิ่มมูลค่าผลผลิตตามศักยภาพเกษตรกรเอง อาทิ การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หรือทำสวนผลไม้เชิงธุรกิจ ปลูกเอง ขายเอง หรือหาตลาดเองโดยอาศัยช่องทางออนไลน์เข้ามาช่วยในการขยายลูกค้า/ตลาดใหม่ๆ ที่ปัจจุบันสามารถสั่งซื้อได้โดยตรง และพร้อมจัดส่งทางไปรษณีย์ให้กับลูกค้าได้ทั่วประเทศแล้ว
ขณะที่ “สวนละไม” ได้พัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างความแตกต่างจนประสบความสำเร็จผ่านระบบซัพพลายเชนเกษตร โดยบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิดสวนผลไม้เชิงท่องเที่ยว เพื่อเสริมความมั่นคงธุรกิจในระยะยาว โดยเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2557 บนพื้นที่รวม 700 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับทำสวนท่องเที่ยว 500 ไร่ และมีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่รับซื้อตรงร่วม 53 ราย เพื่อนำมาให้บริการในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ภายในสวน โดยปีนี้วางเป้าหมายมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย จากปีก่อนอยู่ที่ราว 6 หมื่นราย
พร้อมกันนี้ยังเข้ารับขอสนับสนุนวงเงินสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ภายใต้โครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร เพื่อนำไปเป็นทุนหมุนเวียนและนำไปใช้รับซื้อผลไม้จากเกษตรกรเครือข่ายดังที่กล่าวข้างต้น โดยอนาคตยังวางแผนขยายธุรกิจใหม่บริการที่พักรีสอร์ท เพื่อเสริมความครบวงจรและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าด้วย
จากสวนผลไม้ดั้งเดิมที่นำระบบบริหารจัดการเข้ามาจับเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ในที่สุด







