
อนาคตของอุตสาหกรรมกองทุนรวม
โดย...กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ
โดย...กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ
เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทาง Morningstar, Inc. ได้จัดงานประชุมสัมมนาใหญ่ประจำปีในชื่อว่า “Morningstar Investment Conference 2016” ที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหนึ่งในหัวข้องานสัมมนาที่สำคัญและผมเห็นว่าเป็นประโยชน์เลยอยากจะนำมาเล่าให้กับนักลงทุนฟัง นั่นก็คือ เรื่องเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมกองทุนโดยผ่านมุมมองของ Mr.Bill McNabb CEO ของ Vanguard Fund
ก่อนอื่นนักลงทุนในบ้านเราส่วนใหญ่อาจยังงงๆ และไม่ค่อยคุ้นชื่อของทั้งกองทุน Vanguard และตัวของ Mr.Bill McNabb ผู้เป็น CEO กันมากสักเท่าไหร่ เนื่องจากยังไม่มีกองทุน FIF ของไทยเราไปลงทุนกองทุนของ Vanguard มากนัก ปัจจุบัน Vanguard เป็นบริษัทจัดการกองทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เน้นสไตล์การบริหารกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund เป็นหลัก เก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายถูกมาก บางกองทุนเก็บเพียง 0.05% และเมื่อไหร่ที่ Mr.Bill McNabb ออกมาให้สัมภาษณ์ หรือมีมุมมองต่ออุตสาหกรรมกองทุนรวมก็มักจะได้ความสนใจอยู่เสมอๆ
ถึงอย่างไรก็ตาม การเป็น บลจ.ที่ใหญ่และประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดและมุมมองของเขาจะต้องถูกเสมอไป แต่ถ้าจะให้เห็นแย้ง Mr.Bill McNabb ในเรื่องของอุตสาหกรรมกองทุนก็เป็นเรื่องลำบากและคงเปรียบเสมือนมีความเห็นขัดแย้งกับ Warren Buffet ในเรื่องของการลงทุนนั่นเอง โดยในที่นี้ผมขอสรุปเนื้อหาบางส่วนที่ Mr.Bill McNabb มีความเห็นต่ออนาคตของอุตสาหกรรมกองทุนรวมเป็นข้อๆ ดังนี้
More Advice, Less Cost – ความสำคัญของการให้คำปรึกษาทางการลงทุนและค่าบริการที่ถูกลง โดยทาง Vanguard เชื่อว่าระบบการให้คำปรึกษาแบบอัตโนมัติ หรือรู้จักกันในชื่อว่า “Robo-Advisers” นั้นจะเข้ามาทดแทนการให้คำปรึกษาแบบดั้งเดิมซึ่งทำผ่านที่ปรึกษาทางการเงิน หรือ Financial-Advisers โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินลงทุนระหว่าง 5 หมื่น-2 แสนเหรียญสหรัฐ ซึ่งนั่นจะทำให้นักลงทุนจ่ายค่าที่ปรึกษาได้ถูกลงกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ และโดยเฉพาะในส่วนของบริการที่ถูกทดแทนโดย Robo-Advisers ทำให้ในที่สุดที่ปรึกษาทางการเงินก็ต้องปรับตัวโดยเน้นให้บริการที่มากขึ้นและต้องเน้นให้บริการที่มีมูลค่าเหนือกว่าสิ่งที่ Robo-Advisers สามารถทำได้ ทั้งนี้ Mr.Bill McNabb ยังเสริมด้วยว่า ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่กองทุนเรียกเก็บก็มีแนวโน้มที่จะถูกลงในอนาคตด้วยเช่นกัน
Managing Expectations – การสื่อสารและทำความเข้าใจต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากการลงทุนคือหนึ่งในหัวใจของการให้บริการ โดยสิ่งที่ Vanguard ทำนั้นก็คือสไตล์การบริหารแบบที่ค่อนข้างจะ conservative โดยเฉพาะในการโฆษณาทำ Marketing ต่างๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่มักจะทำบ่อยๆ ก็คือ การปิดรับคำสั่งซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มในกองทุนที่กำลังได้รับความนิยมเพื่อเป็นการป้องกันการวิ่งไล่ตามผลตอบแทน (Chasing Performance) ของนักลงทุน ซึ่งตรงจุดนี้ Mr.Bill McNabb ยังกล่าวเสริมอีกด้วยว่า การสื่อสารตรงจุดนี้คือสิ่งสำคัญที่ที่ปรึกษาทางการเงินควรนำไปปฏิบัติเมื่อพูดคุยกับนักลงทุน โดย Vanguard ได้ประมาณการผลตอบแทนในอนาคตอีก 10 ปีของหุ้นไว้ที่ 6-7% ขณะที่ของตราสารหนี้อยู่ที่ 2%
Less Is More – โดย Mr.Bill McNabb มีความเห็นว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบการลงทุนแบบที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมาก ซึ่งเห็นตัวอย่างได้จากการเติบโตของกองทุนรวมประเภท Target Date Fund (กองทุนมีการลงทุนเพื่อให้เหมาะกับปีเป้าหมายเกษียณที่ตั้งไว้ โดยสัดส่วนการลงทุนในส่วนสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้ถึงปีที่เป็นเป้าหมายเกษียณ) ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเข้ามาทดแทนการลงทุนแบบดั้งเดิมในส่วนของการลงทุนเพื่อการเกษียณ หรือ บัญชี 401(k) ในอเมริกาไปแล้ว ปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่เลือก Target Date Fund ให้เป็นแผนการลงทุนหลัก (Default Plan) ทั้งนี้ Mr.Bill McNabb มองว่า บลจ.ที่สามารถทำเรื่องการลงทุนให้เป็นเรื่องง่ายและสื่อสารข้อมูลให้ผู้ลงทุนเข้าใจได้แบบง่ายไม่ว่าจะผ่านช่องทางใดๆ ก็ตาม (เช่น แอพพลิเคชั่นบนมือถือ) ได้นั้น จะเป็น บลจ.ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนในอนาคต (Upcoming Generation) มากที่สุด รวมไปถึง Financial-Advisers ด้วย โดยผู้จะประสบความสำเร็จได้จะต้องทำให้ลูกค้านั้นมีชีวิตทางการลงทุนที่ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยต้องนำมาประกอบคู่ไปกับความรู้และประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาที่ดีด้วยเช่นกัน
ส่วนเรื่องรายละเอียดของ Target Date Fund นั้น ขอติดไว้ก่อนนะครับ แต่รับรองว่าได้มีโอกาสพูดถึงอย่างแน่นอนเนื่องจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนเป็นอย่างยิ่ง







