
ลาซาด้าหลังผนึกอาลีบาบา ดึงพันธมิตรปั้นแบรนด์แกร่ง
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การเกิดขึ้นระหว่างดีลครั้งใหญ่ของอาลีบาบาและลาซาด้าทำให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ถือว่าเป็นการสานต่อธุรกิจให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งการมีรายใหญ่เข้ามาลงทุนธุรกิจในไทยแสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายออนไลน์ในไทยยังมีโอกาสที่ดี
อเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า ผลประกอบการของลาซาด้าในปีที่ผ่านมาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำได้กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีลูกค้าราว 8 ล้านคนและผู้เข้าชมเว็บกว่า 5 ล้านคนในแต่ละวัน และมีคู่ค้ากว่า 3 หมื่นราย
“การร่วมมือกับทางอาลีบาบานั้น ไม่ได้กระทบเรื่องการให้บริการของแพลตฟอร์ม แต่จะเป็นการแชร์เรื่องของระบบหลังบ้าน เพราะอาลีบาบานั้นมีมูลค่าการซื้อขายที่มหาศาลอยู่แล้ว ไม่ได้มาคาดหวังเรื่องรายได้มากนัก แต่สิ่งที่ลาซาด้าต้องการนอกจากเงินทุนคือการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าและคู่ค้าให้ดียิ่งขึ้น”
พฤติกรรมการท่องโลกออนไลน์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ค่าเฉลี่ยการใช้งานออนไลน์ที่มากถึง 7.4 ชั่วโมง/วันยิ่งทำให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเติบโตขึ้น อีกทั้งการค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อยิ่งเพิ่มโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น
“แบรนด์ชั้นนำส่วนใหญ่เริ่มสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดออนไลน์มากขึ้นเพราะมองเห็นโอกาสในการนำเสนอที่ลงทุนไม่มากแต่ได้ความคุ้มค่ามหาศาลและแบรนด์ทั่วโลกก็เห็นความสำคัญของตลาดดิจิทัลและอี-คอมเมิร์ซแล้วว่าจะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ซึ่งในระยะเวลาเพียง 3 ปี ค้าปลีกออนไลน์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 12 เท่า”
กรณีความเชื่อมั่นหลังเกิดเหตุเอ็นโซโก้นั้น บิสชินี มองว่า ภาพรวมการทำอี-คอมเมิร์ซไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด อีกทั้งรูปแบบการทำธุรกิจก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ตลาดอี-คอมเมิร์ซจะยังมีทิศทางที่ดี
“การที่หนึ่งในคู่แข่งรายใหญ่อย่างเอ็นโซโก้หายไปก็เป็นโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น ทำให้ลาซาด้าเร่งสานต่อการสร้างแบรนด์อย่างหนักเพื่อให้ลูกค้าเข้ามาใช้งานมากขึ้น เพราะการซื้อขายออนไลน์ในไทยยังน้อยมากหากเทียบกับต่างประเทศ อีกทั้งรูปแบบธุรกิจของเอ็นโซโก้กับลาซาด้าก็ต่างกันจึงไม่มีผลกระทบด้านความเชื่อมั่นในการซื้อขาย”
นอกจากภาครัฐออกกฎหมายคุ้มครองลูกค้าเมื่อเกิดปัญหาแล้ว ทางด้านแบรนด์และผู้ประกอบการก็ควรรักษาสัญญาในการให้บริการต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซเป็นตลาดที่มีความสำคัญ
“การจะเห็นความสำคัญของธุรกิจนั้นจะต้องดูเมื่อเกิดปัญหา นั่นหมายความว่า การที่แบรนด์เข้ามาทำตลาดออนไลน์ก็ควรให้ความสำคัญกับตลาดนี้ด้วย ไม่ใช่หนีหรือทิ้งลูกค้าไปเพราะจะทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ดูแย่ลง”
ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและคู่ค้าอย่างต่อเนื่องบริษัทจึงต้องสนับสนุนการสร้างแบรนด์บนโลกออนไลน์ของคู่ค้าและบริหารจัดการช่องทางต่างๆ มากมาย เช่น 1.Shop In Shop แนะนำให้แบรนด์มีหน้าร้านในระบบของลาซาด้า เพื่อให้แต่ละแบรนด์สร้างภาพลักษณ์ของตัวเอง 2.Co-Marketing Campaign วางแผนการตลาดหรือจัดโปรโมชั่นร่วมกันสำหรับลูกค้าที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์ม 3.Exclusive Launches สร้างโอกาสให้แบรนด์หน้าใหม่เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
“การผลักดันให้ลูกค้าทำการตลาดผ่าน 3 ช่องทางนี้ร่วมกันจะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าออนไลน์ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งลาซาด้ายังมีข้อมูลทางการตลาดออนไลน์ที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นด้วย ทั้งเรื่องการวิเคราะห์การตลาด เพศและวัยที่เข้าซื้อสินค้าได้ตรงกลุ่มและวางกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม”
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกจะชะลอตัว แต่ลาซาด้ายังยืนยันว่าตลาดออนไลน์ยังมีการซื้อขายอย่างต่อเนื่องและไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด โดยมั่นใจว่าตราบใดที่คนยังใช้งานสมาร์ทโฟนและเข้าใช้งานโซเชียลมีเดีย ก็มั่นใจได้ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซยังมีการเติบโตที่ดีและสินค้าในกลุ่มแฟชั่น แอกเซสซอรี่และอิเล็กทรอนิกส์ยังมีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคนที่กลับมาซื้อใช้งานซ้ำก็ระยะสั้นลง นั่นแสดงให้เห็นว่าคนไทยชอบการช็อปออนไลน์มากขึ้นเพราะสะดวกและราคาไม่แพง
การจัดแคมเปญครั้งล่าสุดของลาซาด้าจะเป็นการช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้ดีขึ้น โดยโปรโมชั่นจากทั้ง 300 แบรนด์จะมีเฉพาะในลาซาด้าเท่านั้น







