
ดึงความชอบสังสรรค์ร้านคามิยะ สไตล์อิซากายะเจาะชานเมือง
หลายครั้งที่กิจกรรมโปรดหรืองานอดิเรกนำไปสู่การสร้างธุรกิจได้ เช่นเดียวกับกลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียลกลุ่มหนึ่งที่นัดพบปะสังสรรค์ร่วมกันบ่อยครั้งและในที่สุดก็ร่วมมือกันสร้างธุรกิจขึ้นมา
หลายครั้งที่กิจกรรมโปรดหรืองานอดิเรกนำไปสู่การสร้างธุรกิจได้ เช่นเดียวกับกลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียลกลุ่มหนึ่งที่นัดพบปะสังสรรค์ร่วมกันบ่อยครั้งและในที่สุดก็ร่วมมือกันสร้างธุรกิจขึ้นมา
ชาธร ธนะภูมิ กรรมการ บริษัท เอสจี คอนเน็คชั่น และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไหวพริบ เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับเพื่อนกลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียลจัดตั้งบริษัท เอสจี คอนเน็คชั่น เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น สไตล์กินดื่ม (อิซากายะ) โดยก่อนจะทำธุรกิจนี้ หุ้นส่วนแต่ละคนต่างก็มีธุรกิจส่วนตัวดูแลอยู่แล้ว
สำหรับ ชาธร มีธุรกิจส่วนตัวปัจจุบันคือบริษัท ไหวพริบ ดำเนินธุรกิจออกแบบ จำหน่าย ติดตั้งและบริการหลังการขายระบบควบคุมการทำงานในบ้าน (โฮม ออโตเมชั่น) และกว่าจะมีธุรกิจนี้ก็ผ่านประสบการณ์ทำงานมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เริ่มตั้งแต่สมัยศึกษาระดับปริญญาตรี ชื่นชอบด้านรถยนต์เป็นพิเศษ จึงมีโอกาสซ่อมรถเองบ่อยครั้ง นานเข้าจึงเริ่มไปคลุกคลีกับอู่รถยนต์ ช่วงนั้นอายุ 17 ปี อาศัยเวลาว่างไปทำงานกับเจ้าของอู่รถยนต์แห่งหนึ่ง จนเมื่ออายุ 21 ปี ก็ได้เปิดอู่รถยนต์ของตัวเอง ระหว่างนั้นก็มีเพื่อนชวนไปร่วมทำธุรกิจเป็นซัพพลายเออร์ จัดหาผัก ผลไม้ ส่งซูเปอร์มาร์เก็ต
เมื่อทำอู่รถยนต์ควบคู่กับการจัดหาผักผลไม้ส่งให้ซูเปอร์มาร์เก็ต 2 ปี ก็ประสบปัญหาจากกฎเกณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่เป็นซัพพลายเออร์ ทำให้ทำงานลำบากขึ้น จึงหยุดดำเนินธุรกิจนี้พร้อมกับหยุดกิจการอู่ซ่อมรถแล้วไปศึกษาต่อต่างประเทศ
“ช่วงที่ตัดสินใจหยุดธุรกิจ เป็นเพราะเรียนจบปริญญาตรีพอดีจึงอยากหาความรู้เพิ่มเติม เพราะยังอ่อนภาษาอังกฤษมาก จึงไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อฝึกภาษา และก็เห็นว่ามีโอกาสไปต่างประเทศแล้วจึงตั้งใจสอบภาษาอังกฤษให้ผ่านเกณฑ์เพื่อเรียนต่อปริญญาโทต่อด้านกฎหมาย ซึ่งก็ทำสำเร็จ”
หลังเรียนจบปริญญาโท ทางครอบครัวซึ่งเป็นข้าราชการกันหมดมุ่งหวังอยากให้ชาธรเดินหน้าต่อเพื่อเป็นผู้พิพากษา ทว่าชีวิตก็หักเห เพราะช่วงนั้นเริ่มคิดได้ว่าหากไปทำงานด้านกฎหมาย อีก 10-15 ปี คงต้องลาออกเพื่อไปมีธุรกิจของตัวเองอยู่ดี จึงรู้สึกว่าหากไปเริ่มธุรกิจช่วงเวลานั้นจะอายุมากเกินไป และตัดสินใจว่าเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่เพิ่งเรียนจบดีกว่า
ประจวบเหมาะกับมีรุ่นน้องที่เรียนในต่างประเทศด้วยกันชักชวนทำงานด้วย จึงร่วมกันก่อตั้งบริษัทร่วมกับหุ้นส่วนจากไต้หวันอีก 1 คน ทำธุรกิจอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยรถยนต์ ซึ่งทำได้ 1 ปี กระแสตอบรับไม่ดี เป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์มีข้อจำกัดใช้กับรถยนต์ได้เพียงบางรุ่น จึงมองหาช่องทางใหม่ โดยหุ้นส่วนจากไต้หวันมีประสบการณ์ธุรกิจอุปกรณ์ให้แสงสว่าง (ไลท์ติ้ง) เลยเปลี่ยนบทบาทบริษัทมาเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไลท์ติ้งในไทยให้ไต้หวันแทน
ปัจจุบันชาธรขายหุ้นกิจการนี้ให้หุ้นส่วนรายอื่นแล้ว เนื่องจากหันมาสร้างธุรกิจใหม่เอง ภายใต้ชื่อ บริษัท ไหวพริบ ดำเนินธุรกิจโฮม ออโตเมชั่น เพราะต้องการทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สร้างจุดแข็งให้บริการกับลูกค้าได้ โดยนำประสบการณ์เดิมที่เคยผ่านธุรกิจมาหลากหลายในการวางแผนธุรกิจเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้า และระหว่างประกอบธุรกิจส่วนตัว ชาธรได้นัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนจบจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่นัดจัดปาร์ตี้กันที่บ้านใครสักคนในกลุ่ม แล้วทำอาหารรับประทานกันเอง จากการนัดเจอกันบ่อยครั้งจึงพัฒนาเป็นแนวคิดทำธุรกิจร่วมกัน
เริ่มต้นจากกลางปี 2558 ได้จับมือกันจัดงานอีเวนต์ด้านอาหารร่วมกันครั้งแรก ภายใต้ชื่อ เดอะ วีกเอนด์ แครชเชอร์ รวมร้านอาหารสไตล์ฟู้ดทรัค (จำหน่ายอาหารบนรถ) ที่มีชื่อเสียงกว่า 10 ร้าน พร้อมกับร้านอาหาร เครื่องดื่ม และขนมหวานอื่นมาไว้ที่ลานตรงข้ามเค วิลเลจ สุขุมวิท 26 ซึ่งประสบความสำเร็จ ตลอด 3 วัน ที่จัดงานมีผู้ร่วมงานมากกว่า 1,000 คน/วัน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย รวมทั้งผู้พักอาศัยแถวนั้น
ชาธร กล่าวว่า ได้จัดงานอีเวนต์งานเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นกระแสฟู้ดทรัคเริ่มมาแรง มีคู่แข่งมากขึ้น จึงระดมความคิดเห็นกับกลุ่มเพื่อนว่าหากจัดอีเวนต์เช่นนี้ต่อไปคงไม่ใช่การทำธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว จนได้แนวทางว่าจะต่อยอดประสบการณ์ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหาร และนำมาซึ่งการรวมตัวกันเปิดบริษัท เอสจี คอนเน็คชั่น ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร สไตล์อิซากายะ การตั้งชื่อนี้มีความหมายสะท้อนว่าเป็นกลุ่มเพื่อนโรงเรียนเซนต์คาเบรียลที่มารวมกัน 6-7 คน ยกตัวอย่างหุ้นส่วนบางคน เช่น ณนคร คูหาเปรมกิจภัทร เจริญสาธิต และธนวัฒน์ จิรคูณสมบัติ แต่ละคนต่างมีธุรกิจส่วนตัวของตัวเองทั้งสิ้น
สำหรับบริษัท เอสจี คอนเน็คชั่น มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท โดยได้ลงทุนกว่า 4 ล้านบาท เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ อิซากายะแห่งแรก ชื่อ “คามิยะ” ตั้งอยู่ที่ถนนราชพฤกษ์ ระหว่างโฮมโปร สาขาพระราม 5 และศูนย์รถยนต์มาสด้า ในร้านรองรับลูกค้าได้กว่า 80 ที่นั่ง ขณะที่ด้านหน้าร้านเป็นลานกว้างยังสามารถรองรับการขยายที่นั่งเพิ่มได้ในอนาคต
“สาเหตุที่ตั้งร้านคามิยะ ที่ย่านราชพฤกษ์ เพราะร้านอาหารญี่ปุ่น สไตล์อิซากายะ ส่วนใหญ่อยู่ใจกลางเมือง จึงคิดว่าทำไมต้องรวมตัวกันเพื่อเข้าไปสังสรรค์ในตัวเมืองที่รถติด เลยอยากตั้งร้านอาหารญี่ปุ่น สไตล์อิซากายะย่านชานเมือง โดยเลือกย่านราชพฤกษ์เป็นที่แรกเพราะมีหมู่บ้านน้อยมาก ผู้อาศัยมีกำลังซื้อสูง ประกอบกับย่านนี้ยังไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่น สไตล์อิซากายะ ทำให้ คามิยะ เป็นร้านสไตล์นี้ร้านแรกของย่านนี้”
ชาธร กล่าวว่า ได้เปิดตัวร้านคามิยะอย่างเป็นทางการต้นเดือน มิ.ย. 2559 ช่วงเปิดตัวประจวบเหมาะกับมีการแข่งขันฟุตบอลยูโรพอดี ดังนั้นจึงจัดโปรโมชั่นอาหารและเครื่องดื่มในร้านให้ล้อไปกับการแข่งขันฟุตบอล กลุ่มเป้าหมายของร้านคือกลุ่มครอบครัวที่อาศัยในย่านราชพฤกษ์ รวมถึงกลุ่มคนทำงาน เพื่อนฝูงที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้แล้วต้องการหาที่สังสรรค์ร่วมกันโดยไม่ต้องเข้าไปกลางเมือง
ด้านแผนธุรกิจที่วางไว้คือ จะมีโปรโมชั่นเปลี่ยนไปตามฤดูกาล รวมทั้งตามวัตถุดิบที่นำเข้ามาได้ช่วงนั้น โดยหลักๆ บริษัทนำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ยกเว้นผักและข้าวที่เป็นวัตถุดิบในประเทศ ที่ผ่านมาเปิดให้บริการไปก็มีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง และมีการบอกต่อไป ยอดใช้จ่ายแต่ละครั้งอยู่ในหลัก 1,000 บาทขึ้นไปต่อโต๊ะ จนถึงกว่า 1 หมื่นบาทต่อโต๊ะก็มี
เป้าหมายการทำร้านคามิยะ คือ ต้องผลักดันให้รายได้ปีแรกแตะระดับ 20 ล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเป้าคืนทุนให้ได้ภายใน 2 ปีหลังเปิดดำเนินการ ขณะเดียวกันจะขอรอดูกระแสตอบรับของร้านนี้ใน 1 ปีแรก หากกระแสดีมาก มีฐานลูกค้าที่แน่นพอสมควรอาจจะต่อยอดด้วยการขยายสาขาไปยังทำเลอื่นอีก โดยมองย่านชานเมืองเช่นเดิม
“จากประสบการณ์ที่คลุกคลีมาหลากหลายธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกธุรกิจมีความท้าทายเหมือนกันก็คือบุคลากร ยิ่งตัวเองเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่ยังเด็ก หลายครั้งต้องจ้างบุคลากรที่อายุมากกว่า ก็อาจจะมีความท้าทายด้านการบริหารจัดการบุคลากรบ้าง กลยุทธ์สำคัญก็คือต้องพยายามทำให้ลูกน้อง ซึ่งอาจจะอายุมากกว่าเราเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกับเราให้ได้ โดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ของตัวเองที่มีอยู่แสดงศักยภาพให้เห็น”
ท้ายนี้ ชาธร เชื่อว่า ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม การแสดงความจริงใจและซื่อสัตย์ให้ลูกค้าไว้วางใจถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการขาดไม่ได้ หากต้องการจะสร้างธุรกิจให้อยู่ได้ระยะยาว ส่วนการเผชิญกับปัญหาในธุรกิจนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร ขอให้มองให้เห็นปัญหา แล้วก็แก้ไขให้ถูกจุด และสุดท้ายมีความเชื่อส่วนตัวว่า ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำพาไปสู่ความเจริญก้าวหน้า







