posttoday
ธปท.ขอแจง พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจ

ธปท.ขอแจง พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจ

30 มิถุนายน 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ธปท.ปรับเกณฑ์การหักหลักประกันก่อนการตั้งสำรองตาม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่จะบังคับใช้ วันที่ 2 ก.ค.นี้ โดยเปิดให้กิจการที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท หักหลักประกันได้ 60% ทรัพย์สินทางปัญญาหักได้ 90% ช่วยลดภาระกันสำรองแบงก์ผู้ให้กู้ พร้อมเพิ่มวิธีประเมินอีก 3 วิธี หนุนสินเชื่อเอสเอ็มอีและกิจการรายย่อยโตเพิ่ม

ยุพิน เรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายธุรกิจและบัญชีสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ออกเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเพิ่มหลักประกันที่สถาบันการเงินจะสามารถนำมูลค่าของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นหลักประกันตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 มาหักจากยอดหนี้ก่อนการตั้งสำรองได้ เพื่อช่วยลดภาระการกันสำรองหนี้

ทั้งนี้ หลักประกันที่เพิ่ม คือ กิจการ สิทธิที่เรียกร้องที่ไม่มีตราสาร เช่น สิทธิเรียกร้องในลูกหนี้ สิทธิเรียกร้องในการปฏิบัติตามและรับเงินจากสัญญาสัมปทานนั้นเกณฑ์เดิมของ ธปท.อนุญาตให้นำสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันมาหักลดมูลหนี้ก่อนการตั้งสำรองได้อยู่แล้ว ตามรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

1) กิจการที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยให้อ้างอิงคำว่า “กิจการ” ตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจให้หักได้ 60% ของราคาประเมิน โดยให้ประเมินทุก 1 ปี แต่สถาบันการเงินต้องมีแนวทางการควบคุมภายใน เพื่อควบคุมและป้องกันการนำสินทรัพย์กิจการไปกู้ยืมกับสถาบันการเงินอื่นซ้ำ ตลอดจนตรวจสอบการมีอยู่จริงของสินทรัพย์ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณเอง

2) ทรัพย์สินทางปัญญาให้หักได้มากถึง 90% ของราคาประเมิน เพราะ ธปท.มองเป็นเรื่องที่มีคุณค่าและช่วยกระตุ้นได้ ซึ่งให้ประเมินทุก 3 ปี3) สินค้าคงคลังให้ 60% ของราคาประเมิน 4) สิทธิเรียกร้องลูกหนี้ตามกฎหมาย หากเป็นหน่วยงานราชการ ธปท. กองทุนฟื้นฟูฯ และรัฐบาลต่างประเทศให้หักได้ 100% ของจำนวนเงิน เหมือนเงินฝากและบัญชีเงินฝากหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ส่วนกรณีลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องเป็นธนาคารพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศให้หักได้ 95% ของวงเงิน และกรณีลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องอื่นๆ ให้หักได้เพียง 40% ของวงเงินเป็นต้น

ยุพิน กล่าวว่า นอกจากนี้ ธปท.ยังได้ปรับปรุงแนวนโยบายในการประเมินราคาของสถาบันการเงิน เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการประเมินราคาหลักประกันประเภทเพิ่มเติมครั้งนี้ ด้วยการขยายผู้ประเมินราคาให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ ธปท.อนุญาตให้ใช้ผู้เชี่ยวชาญจากภายใน หรือจากภายนอกธนาคารที่มีใบอนุญาตตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ได้ แต่หลัง พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจใหม่มีผล ธปท.ก็กลัวว่าผู้ประเมินในตลาดอาจจะมีไม่เพียงพอ จะเปิดเพิ่มผู้ประเมินที่มีความเชี่ยวชาญให้อีก 3 วิธี คือ 1.ให้บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน (เอฟเอ) ซึ่งสามารถประเมินกิจการเวลาจะมีการควบรวมเป็นผู้ประเมินก็ได้ 2.ให้ผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต ก็ให้เป็นผู้ประเมินราคาได้ เนื่องจาก ธปท.มองว่าผู้สอบบัญชีสามารถตีมูลค่ากิจการเป็น ดูงบการเงิน ดูสภาพคล่องเงินสดเป็นก็น่าจะประเมินได้ด้วย

และ 3.ผู้บังคับหลักประกัน ที่ผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็ให้สามารถประเมินราคาหลักประกันได้ด้วย เนื่องจาก พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจมีผู้บังคับหลักประกันมาคอยบังคับหลักประกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นบุคคลที่จะประเมินหลักประกันเพื่อยึดทรัพย์ เพื่อดูยอดหนี้เทียบหลักประเมินที่ประเมินอยู่แล้ว ฉะนั้นคนเหล่านี้ย่อมมีความรู้ความชำนาญในการประเมินพอสมควร ธปท.จึงเปิดให้ด้วย

“เกณฑ์ในการจัดชั้นและการกันสำรองจากสาระสำคัญทั้งอัตราส่วนที่ให้หักหลักประกันได้และวิธีในการประเมินที่เพิ่มทางเลือกให้อีก 3 วิธี ถือเป็นเกณฑ์ที่ ธปท.ออกประกาศไปมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2559 ซึ่งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2559 และจะมีผลบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ที่จะมีผลบังคับใช้ 2 ก.ค.ปีนี้“ ยุพิน กล่าว

ยุพิน กล่าวว่า เชื่อว่าเมื่อกฎหมายเปิดให้สามารถนำหลักประกันมาขอสินเชื่อตาม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ แล้วจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น สินเชื่อขยายได้ดีขึ้น ซึ่ง ธปท.จะติดตามและประเมินผลการให้กู้ต่อไป อย่างไรก็ดี หลังรู้ว่าจะหักหลักประกันก่อนการกันสำรองได้เท่าไรแล้ว ส่วนธนาคารจะให้กู้ในวงเงินกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาหลักประกันนั้น อยู่ที่ธนาคารจะพิจารณาตามความเสี่ยงเอง ธปท.ไม่ได้กำหนด

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ คือ 1) อนุญาตให้ผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ที่มีมูลค่า ซึ่งเดิมมีข้อจำกัดด้านกฎหมายหรือมีความไม่ชัดเจนในการนำมาเป็นหลักประกันสามารถนำมาเป็นหลักประกันภายใต้ พ.ร.บ.นี้ได้ เช่น กิจการ สิทธิเรียกร้องที่ไม่มีตราสาร ทรัพย์สินทางปัญญา และสินค้าคงคลัง (วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต สินค้าสำเร็จรูป สินค้าเกษตร) เป็นต้น ทำให้เอื้อต่อผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพ หรือธุรกิจการเกษตร สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถนำสินทรัพย์ที่ตนมีมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้

2) ปรับกระบวนการยึดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันได้เร็วขึ้น โดยเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งผู้ให้กู้สามารถยึดทรัพย์สินได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศาลที่ใช้เวลานาน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน