
ทีวีดิจิทัลครึ่งปีหลังยังทรง ดิ้นเพิ่มช่องทางออนไลน์สู้
โดย...จะเรียม สำรวจ
โดย...จะเรียม สำรวจ
แม้ว่าจำนวนผู้ชมทีวีดิจิทัลจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่ในด้านของเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาภายในทีวีดิจิทัลแต่ละช่องยังคงต้องซับเลือดกันเป็นระยะ เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณาไม่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการรวบรวมตัวเลขอุตสาหกรรมโฆษณาของเอซี นีลเส็นในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งอุตสาหกรรมโฆษณามีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 46,151 ล้านบาท เติบโตติดลบ 8.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่มีมูลค่า 50,441 ล้านบาท
สำหรับสื่อที่มีการเติบโตติดลบมากที่สุด คือ สื่อในอาคารติดลบที่ 59.05% ตามด้วยสื่อนิตยสารติดลบที่ 27.85% สื่อหนังสือพิมพ์ติดลบที่ 17.19% สื่อเคเบิลทีวี/แซทเทลไลท์ทีวี 15.47% สื่อทีวีอะนาล็อก 11.24% และสื่อทีวีดิจิทัลติดลบที่ 9.81% ส่วนสื่อที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด คือ สื่ออินเทอร์เน็ตเติบโต 65.05% ตามด้วยสื่อเคลื่อนที่เติบโต 19.89% สื่อนอกอาคารเติบโต 17.69% สื่อในโรงหนังเติบโต 15.84% และสื่อวิทยุเติบโต 2.91%
จากภาพรวมของธุรกิจทีวีดิจิทัลที่ยังคงติดลบสูงเกือบ 10% ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะช่องที่อยู่ใน 5-6 อันดับสุดท้าย เนื่องจากแต่ละรายมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในปี 2558 ไม่ถึง 150 ล้านบาท
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องระวังในช่วงครึ่งปีหลัง คือ การลงทุนซื้อคอนเทนต์ เพราะถ้าคอนเทนต์ที่ซื้อมาไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ชมกลุ่มเป้าหมายได้ผู้ประกอบการจะมีกลยุทธ์อะไรมาช่วยให้ช่องทีวีของตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในขณะนี้
นอกจากนี้ การที่พฤติกรรมการดูรายการทีวีของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก คือ ผู้บริโภคดูรายการในช่องทีวีดิจิทัลผ่านหน้าจอทีวีลดลง แต่หันมาดูรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหันมาปรับตัวในการทำตลาด ด้วยการหันมาเพิ่มช่องทางการรับชมผ่านเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น เฟซบุ๊กไลฟ์ ยูทูบ และไลน์ทีวีมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและดึงความสนใจของผู้บริโภคให้หันมาดูรายการทีวีของช่องตัวเองมากขึ้น
หลังจากช่วยเหลือตัวเองด้วยการพัฒนาช่องทางการรับชมใหม่ๆ มาเอาใจผู้บริโภคแล้ว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลก็ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐเช่นกัน โดยหวังลึกๆ ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้มาตรา 44 เข้ามาช่วยเหลือในด้านของการผ่อนปรนการจ่ายค่าใบอนุญาต ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักที่ผู้ประกอบการยากจะหลีกเลี่ยง
มานะ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคิดต่อคือ หากภาครัฐไม่เข้ามาให้ความช่วยเหลือจะทำอย่างไร เพราะปัจจุบันหลายช่องมีรายได้จากสปอนเซอร์และโฆษณาค่อนข้างต่ำ หากคอนเทนต์ไม่โดน สายป่านไม่ยาวมากพออาจมีผู้ประกอบการบางช่องหายไปจากตลาดอีก เพราะปัจจุบันก็เริ่มมีบางช่องส่งสัญญาณ แต่เนื่องจากมีข้อกฎหมายควบคุมจึงทำให้ยังไม่สามารถออกไปจากธุรกิจได้
ฉัตรชัย ตะวันธรงค์ เจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์ทีวีดิจิทัลในขณะนี้อยู่ในภาวะทรงตัว ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหันมาทบทวนทิศทางของทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะหน่วยงานต้นสังกัดอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าการเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกสู่การเป็นทีวีดิจิทัล
ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อยากให้ กสทช.หันกลับไปดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้ประกอบการเองก็ต้องหันมาดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหากมองไปที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมทีวีของไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถือว่าปรับตัวดีขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการพัฒนาคอนเทนต์ใหม่ๆ มาให้ผู้บริโภคได้ชม แต่เนื่องจากสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ และผู้กำกับดูแลไม่ปฏิบัติตามกติกา จึงทำให้ภาพรวมทีวีดิจิทัลยังทรงตัว
ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ถ้าภาครัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือควบคู่ไปกับการที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลช่วยเหลือตัวเอง น่าจะทำให้ภาพรวมทีวีดิจิิทัลขยายตัวได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะด้านรายได้ เพราะปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยหลักสำหรับการดำเนินธุรกิจ







