
ปั่นยอดแบรนด์ในมือ
ซีเอ็มจีเผยยูเคออกจากอียูผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์ซื้อสินค้าถูก ด้านแผนธุรกิจขอพักลุยแบรนด์ใหม่
ซีเอ็มจีเผยยูเคออกจากอียูผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์ซื้อสินค้าถูก ด้านแผนธุรกิจขอพักลุยแบรนด์ใหม่
นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป หรือซีเอ็มจี เปิดเผยว่า กรณีที่กลุ่มสหราชอาณาจักร (ยูเค) ประกอบด้วย อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ มีผลประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้คงต้องรอให้ทุกอย่างนิ่งก่อน อย่างไรก็ดี หากมองในแง่ของธุรกิจถือว่าส่งผลดีกับภาคธุรกิจ เนื่องจากผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้า เพราะราคาสินค้าจะถูกลง เนื่องจากค่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลง จึงถือเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่
ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าแฟชั่นและความงามที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยประมาณ 5 แบรนด์จากทั้ง 40 แบรนด์ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และเร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ เนื่องจากการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น จึงรีบตัดสินไม่ได้
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทยังไม่มีแผนที่จะนำเข้าสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์สินค้า และกลุ่มสินค้าที่ต้องการนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครบทุกแบรนด์แล้ว จึงอยากเน้นการทำตลาดแบรนด์สินค้าที่มีอยู่ในมือให้มีความแข็งแกร่ง ซึ่งสินค้าที่จะเน้นทำการตลาดเป็นพิเศษจะมีอยู่ด้วยกันประมาณ 20 แบรนด์ จาก 40 แบรนด์
“ตอนนี้เรามีสินค้าที่เราอยากได้เข้ามาทำตลาดอยู่ทั้งหมด 40 แบรนด์แล้ว ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีประมาณ 20 แบรนด์ที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัทคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 80% ของรายได้รวมซีเอ็มจี โดยในส่วนของแบรนด์ที่ทำรายได้ก็จะมีแรงเลอร์, จี2000 และจีช็อค เป็นต้น” นายพิชัย กล่าว
นายพิชัย กล่าวอีกว่า แผนการทำตลาดในปีนี้บริษัทจะเน้นไปที่การทำการตลาดรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้ามีความตื่นเต้นและตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่นบริษัทจะเริ่มมีการนำการตลาดรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาใช้ เพื่อกระตุ้นยอดขาย เช่น การเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ และการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เป็นต้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่าช่วงไตรมาส 3 จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการทำตลาด แต่หากมองภาพรวมยอดขายทั้งปีครึ่งปีหลังยังคงเป็นช่วงเวลาที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก เพราะมีช่วงปลายปีเป็นช่วงไฮซีซั่นของการขาย ซึ่งบริษัทก็จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่และทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกระตุ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นเดียวกับปีนี้ โดยสิ้นปี 2559 คาดว่าจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรือมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ทำรายได้หลักให้กับบริษัท คือ ผลิตภัณฑ์ยีนส์ เครื่องสำอาง และนาฬิกา
“ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาเรามีรายได้เติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-6% ถือว่าเป็นไปตามเป้า เพราะหน้าขายอยู่ครึ่งปีหลัง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทมียอดขายเติบโต คือ ลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศจีน รัสเซีย และมาเลเซีย ที่เข้ามาซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก แต่ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยเรื่องของการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยก็ยังมีปัจจัยให้ต้องเป็นห่วง เพราะตอนนี้ประเทศไทยมีหลายตัวแปรให้ต้องจับตาไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือการเมือง เพราะปัจจัยดังกล่าวหากเกิดขึ้นนักท่องเที่ยวก็จะไม่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย” นายพิชัย กล่าว







