
BREXIT ยังต้องใช้เวลา
โดย...บล.กสิกรไทย
โดย...บล.กสิกรไทย
ผลการลงประชามติสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป ด้วยสัดส่วน 51.9 : 48.1% หรือคิดเป็นคะแนน 17.4 ล้านคน : 16.14 ล้านคน
นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดวิด คาเมรอน ประกาศว่าจะลาออกจากตำแหน่งในเดือน ต.ค. ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะ คาเมรอน ถือเป็นตัวต้นเรื่อง สืบเนื่องจากการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2558 พรรคการเมืองคู่แข่งของพรรคอนุรักษนิยม ได้ยกการแยกตัวออกจาก Euro Zone เป็นนโยบายในการหาเสียง และทำให้ได้รับความนิยมสูงมาก จน คาเมรอน ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมและนายกรัฐมนตรี แม้จะเคยปฏิเสธไม่ยอมให้มีการลงประชามติมาแล้ว เมื่อปี 2555 ต้องสัญญาว่า หากพรรคอนุรักษนิยมชนะ เขาจะจัดให้มีการลงประชามติในเรื่องนี้
เมื่อผลการลงประชามติออกมาแบบนี้ จึงไม่แปลกอะไรที่ คาเมรอน ต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ต้องจับตานับจากนี้คือ รัฐสภาของอังกฤษต้องนำประเด็นการออกจากสหภาพยุโรปเข้าพิจารณา ซึ่งการร่างกฎหมายไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากนัก เพราะสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ยังอยากให้อังกฤษอยู่กับสหภาพยุโรปต่อ แต่คาดว่าสุดท้ายก็ไม่น่าต้านทานกระแสของประชาชนส่วนใหญ่ และต้องมีมติให้ออกจากสหภาพยุโรปตามผลประชามติ ทั้งนี้ยุโรปยังมีความหวังว่าการเลือกตั้งในประเทศที่จะเกิดขึ้นหลัง คาเมรอน ลาออกไปแล้วนั้น จะมีการนำเสนอนโยบายให้อังกฤษอยู่กับสหภาพยุโรปต่อหรือไม่ และประชาชนจะตอบสนองกันแค่ไหน ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กระบวนการในการทำข้อตกลงที่จะออกจากยูโรโซน ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีการเจรจากันอีกหลายรอบ ซึ่งทำให้ยังมีความหวังที่อังกฤษจะอยู่กับยูโรโซนต่อก็ได้ หากมีการแก้ไขกฎเกณฑ์เดิมต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนอังกฤษไม่พอใจ
ผลกระทบต่างๆ จะเริ่มมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตอนนี้ก็คือ ประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนเริ่มมีความคิดที่จะทำประชามติตามอังกฤษแล้ว ส่วนผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นต่ออังกฤษ สถาบันจัดอันดับชั้นนำอย่าง Moody หรือ S&P ก็ล้วนออกมาเกริ่นแล้วว่าจะต้องมีการทบทวนอันดับเครดิตของอังกฤษ คาดว่าผลกระทบอื่นๆ จะตามมาเป็นระลอก ซึ่งจะทำให้รัฐบาลอังกฤษ ธนาคารกลางทั้งยุโรปและอังกฤษ จะมีการตั้งโต๊ะแถลงนโยบายรับมือผลกระทบและความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้น
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งรัฐบาลอังกฤษ ธนาคารกลางทั้งยุโรปและอังกฤษ ได้มีการคิดแผนรับมือกรณี BREXIT ไว้อยู่แล้ว และน่าจะมีการออกมาตรการนโยบายการเงินผ่อนคลาย เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจโดยรวม และเชื่อว่าจะมีผลทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ยได้ยากมากขึ้น และทำให้ปีนี้ Fed อาจไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยอีก และทำให้โลกยังอยู่ภายใต้กระแสดอกเบี้ยต่อไปอีกนาน เอื้อให้สภาพคล่องในสินทรัพย์เสี่ยงมีปริมาณล้นตลาดอย่างที่เป็นอยู่ต่อไป ถือว่าหนุน Sentiment การลงทุนต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่ Emerging Market ที่เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว







