
กระชับพื้นที่การค้า จากอาเซียนสู่เอเชียใต้
การเปิดเสรีการค้าในประชาคมอาเซียน ถือว่าได้รับเสียงตอบรับดีจากนักลงทุนทั่วโลก
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
การเปิดเสรีการค้าในประชาคมอาเซียน ถือว่าได้รับเสียงตอบรับดีจากนักลงทุนทั่วโลก กระทั่งนักวิเคราะห์เศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศยกให้ “จีน-อินเดีย-อาเซียน” เป็น เดอะ นิว ยูไนเต็ด สเตท (The New United State) ของโลก จากศักยภาพการผลิตและขนาดของเศรษฐกิจที่จะโตขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศไทยกับอาเซียนคึกคักขึ้นอย่างมากในช่วงต้นปี
มาตยวงศ์ อมาตยกุล นักวิชาการพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเปิดอาเซียนได้เพิ่มมูลค่าการค้าให้กับประเทศอย่างมากใน 4 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าการค้ารวม 2.97 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกสู่อาเซียน 1.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐและการนำเข้า 1.16 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าดังกล่าวส่งสัญญาณที่ดีในการเพิ่มสัญญาการค้าเอฟทีเอระหว่างประเทศเพื่อสร้างโอกาสในการเปิดตลาดใหม่อย่างเอเชียใต้ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเป็นอันดับ 9 ของโลก ทั้งยังโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีละ 7% ต่อปี นอกจากนี้ยังมีสิทธิทางการค้าที่ส่งเสริมที่ช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการอีกด้วย
ทั้งนี้ตลาดอาเซียนสินค้าจากประเทศไทยยังได้รับความไว้วางใจจากทุกประเทศด้วยมาตรฐานการผลิตที่เป็นสากล ทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อสินค้าของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ โดยเฉพาะในตลาดบรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวเฉลี่ย 1.89 ล้านบาท/คน/ปี รวมถึงกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ก็มีศักยภาพเพียงพอที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปขยายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง ด้วยอัตราการขยายตัวของรายได้ต่อหัวมากที่สุดในอาเซียนเฉลี่ย 8.5% ต่อปี ในขณะที่อีก 6 ประเทศมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยเพียง 3-4%
มิ่งพันธ์ ฉายาวิจิตรศิลป์ ประธานสภาธุรกิจไทย-บังกลาเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับแนวทางเตรียมความพร้อมที่ภูมิภาคเอเชียจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในเวทีเศรษฐกิจโลกนั้นจะอาศัยการค้าของอาเซียนและจีนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับตลาดในกลุ่มเอเชียใต้ที่มีประชากรมากกว่า 1,500 ล้านคนอีกด้วย โดยมูลค่าการค้าระหว่างไทยและเอเชียใต้เฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 แสนล้านบาท/ปี โดยในปีที่แล้วมียอดการส่งออกไปยังเอเชียใต้ประมาณ 2.69 แสนล้านบาท มียอดนำเข้าอยู่ที่ 1.01 แสนล้านบาท โดยการส่งออกหลักอยู่ที่อินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา
ทั้งนี้ ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียใต้จากยุทธศาสตร์ที่ตั้ง ทั้งยังเป็นแกนกลางสนับสนุนด้วยฐานการผลิตของซีแอลเอ็มวีที่มีศักยภาพทั้งด้านราคาวัตถุดิบและต้นทุนแรงงาน สามารถเชื่อมต่อตลาดการผลิตกับตลาดดีมานด์จากประเทศจีนได้ นอกจากนี้ยังมีสนธิสัญญาการค้าเสรีอย่างเอฟทีเอคอยสนับสนุนด้านสิทธิภาษี สำหรับการส่งสินค้าข้ามชายแดนในบังกลาเทศและอินเดียเพื่อไปสู่ประเทศที่สามอีกด้วย รวมถึงโอกาสในอินเดียที่น่าสนใจคือเจ็ดรัฐที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียที่ติดกับเมียนมาทางด้านเมืองมัณฑะเลย์ เป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยในการเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าไปยังเส้นทางการค้าแห่งใหม่ที่สามารถเชื่อมต่อประเทศไทยกับมหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างอินเดีย ผ่านช่องทางด่านเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่จะทำการค้าการลงทุนกับกลุ่มประเทศเอเชียใต้ต้องอาศัยความระมัดระวังในการเจรจาธุรกิจ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงสัญญาซื้อขายที่ต้องอาศัยการตรวจสอบข้อมูลทั้งสถาบันการเงิน สำนักงานบริษัท ตลอดจนสินค้าในสต๊อกระหว่างคู่ค้าทั้งสองฝ่าย เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักเจอปัญหาด้านการค้างชำระเงินหลังจากส่งมอบสินค้าแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจในการทำธุรกิจต้องหมดกำลังใจไปกับการถูกโกง ดังนั้นผู้ประกอบการควรร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงินอย่างเอ็กซิมแบงก์ที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบสถานะบริษัทและประวัติของคู่ค้าก่อนที่การซื้อขายจะเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียใต้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ Look East Policy ทั้ง 14 ด้าน คือ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี คมนาคม พลังงาน ท่องเที่ยว ประมง เกษตรสาธารณสุข การจัดการสิ่งแวดล้อม ต่อต้านการก่อการร้าย การลดความยากจน วัฒนธรรม ปฏิสัมพันธ์ในระดับประชาชน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ







