
ชี้ช่องเจาะบริการจีน
นักวิชาการชี้ช่องผู้ประกอบการไทยเจาะธุรกิจภาคบริการในจีน เหตุยังมีโอกาสโตอีกมาก พร้อมร่วมมือนักลงทุนจีนใช้ไทยเป็นเกตเวย์เชื่อมโยงสู่ซีแอลเอ็มวี
นักวิชาการชี้ช่องผู้ประกอบการไทยเจาะธุรกิจภาคบริการในจีน เหตุยังมีโอกาสโตอีกมาก พร้อมร่วมมือนักลงทุนจีนใช้ไทยเป็นเกตเวย์เชื่อมโยงสู่ซีแอลเอ็มวี
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยว่า การปรับตัวของจีนทำให้เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจหรือร่วมลงทุนกับนักธุรกิจจีนในภาคบริการ เพราะมูลค่าธุรกิจในภาคบริการของจีนมีสัดส่วนเพียงแค่ 50.5% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 70-80% ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสอีกมาก โดยเฉพาะธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจดูแลสุขภาพ (เฮลท์แคร์) การศึกษา บันเทิง ธุรกิจกีฬา บริการอาหาร ไอที โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจของมนุษย์
“ตอนนี้ธุรกิจด้านบริการของจีนกำลังเติบโตมาก จะเห็นว่าเริ่มมีนักธุรกิจจีนออกไปลงทุนและไล่ซื้อกิจการด้านบริการนอกประเทศมากขึ้น เนื่องจากจีนต้องการเชื่อมโยงไปทั่วโลก” นายสมภพ กล่าว
นอกจากนี้ การที่จีนมีนโยบายเร่งรัดการเจริญเติบโตของเมืองให้มากขึ้น โดยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 (ปี 2563) ของจีน ตั้งเป้าที่จะขยายการเข้าสู่ชุมชนเมืองให้ได้ 60% จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 55% ซึ่งการขยายตัวของชุมชนเมืองนั้นจะตามมาด้วยโอกาสของธุรกิจภาคบริการ
ขณะที่ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม (1 Belt 1 Road) เป็นอีกนโยบายที่สร้างความแข็งแรงให้กับนักลงทุนจีนในการออกไปลงทุนต่างประเทศ เพราะเส้นทางดังกล่าวเชื่อมโยง 60 กว่าประเทศ รวมจำนวนประชากร 4,400 ล้านคน หรือคิดเป็น 60% ของจำนวนประชากรโลก และใน 60 กว่าประเทศนี้ก็มีการค้าขายกับจีนประมาณ 20% ของจีนที่ค้าขายกับทั่วโลก
นายสมภพ กล่าวว่า อาเซียนเป็นจุดกึ่งกลางการเชื่อมโยงของเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ โดยอาเซียนเป็นต้นทางหรือเป็นประตูของจีนสู่ภูมิภาคนี้ และเป็นปลายทางของสหรัฐอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศมหาอำนาจของโลกทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาจะมุ่งหน้ามาที่อาเซียน หากมาเชื่อมกับไทยก็จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน โดยไทยจะกลายเป็นทั้งประตูและสปริงบอร์ดไปสู่ภูมิภาคอาเซียนของจีน ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียนที่อยู่บนบก (Main Land)







