
แปลงธุรกิจเป็นคอนเทนต์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การมีประสบการณ์ทำงานในธุรกิจหลายประเภท ช่วยให้รู้และเข้าใจกว้างขวางขึ้นกว่าการทำงานเจาะอยู่ในธุรกิจประเภทเดียว
นี่คือมุมมองของ แมทธิว กิจโอธาน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ผู้มีประสบการณ์หลายธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เชื่อว่าการคลุกคลีในหลายธุรกิจมีประโยชน์ต่อการเข้าไปในธุรกิจใหม่ๆ และมองว่าแม้ทำในประเภทธุรกิจแตกต่างกัน แต่การบริหารอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือ ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าธุรกิจจะโตอย่างไร วางโจทย์กลยุทธ์การใช้เงินให้คุ้มค่า และหาแนวทางทำกำไร
สำหรับธุรกิจปัจจุบันที่บริหารคือ บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ดั้งเดิมคือบริษัท ซีวีดี ทำธุรกิจผลิตวีซีดีและดีวีดีจำหน่าย พร้อมทำพื้นที่ให้เช่าวีซีดีและดีวีดี รวมทั้งผลิตละคร จากนั้นเปลี่ยนเป็น เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ต่อมาธุรกิจพื้นที่ให้เช่าวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ตามห้างสรรพสินค้าเริ่มหายไป จนยอดขายเหลือ 100-200 ล้านบาท/ปี
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงกลับมาทบทวนวิสัยทัศน์ หากยังทำธุรกิจบันเทิงอย่างเดียว ผลิตคอนเทนต์ ขายโฆษณา แม้ส่วนต่างกำไรสูงแต่ยอดขายน้อย จึงเปลี่ยนกลยุทธ์จากบริษัทบันเทิงไปเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจผสมผสานเรื่องไลฟ์สไตล์และบันเทิง ใช้วิธีซื้อกิจการเข้ามาเสริมด้านไลฟ์สไตล์ ปี 2557 ซื้อธุรกิจสถาบันสอนภาษาอังกฤษวอลล์สตรีทอิงลิช 100% ซื้อธุรกิจร้านอาหารเจฟเฟอร์ 100% ลงทุนธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ บริษัท ไทยโซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ และปีที่ผ่านมาซื้อหุ้น 50% ในบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ
“บริษัทบันเทิงอื่นอาจไปซื้อคอนเทนต์จากต่างประเทศมานำเสนอในไทย เช่น ซื้อรายการอาหารต่างประเทศมาแปลเป็นไทย แต่บริษัทเลือกซื้อธุรกิจที่ทำเงินได้ดีอยู่แล้ว และต่อไปนำมาดัดแปลงเป็นคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์บันเทิงได้ เพราะวิธีนี้ย้อนกลับไปช่วยสร้างรายได้ให้ธุรกิจได้ เช่น วางแผนให้นำวอลล์สตรีทและเจฟเฟอร์ มาพัฒนาเป็นคอนเทนต์บันเทิง โดยให้บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เป็นผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ เป็นต้น” แมทธิว กล่าว
นอกจากต่อยอดธุรกิจที่ซื้อไปพัฒนาเป็นคอนเทนต์ในอนาคต ก็จะพัฒนาธุรกิจที่ซื้อมาให้โตขึ้นด้วย โดยวอลล์สตรีทปีที่ผ่านมามี 9 สาขา ทำรายได้ 709 ล้านบาท ปีนี้เพิ่งเปิดสาขาที่ 10 ไปที่เซ็นทรัลเวสต์เกต เมื่อเดือน มี.ค. ตั้งเป้าปีนี้ทำรายได้ 845 ล้านบาท เพิ่ม 15% และวางแผนขยายเป็น 20 สาขาใน 5 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจนี้จะโตไปถึง 2,000 ล้านบาท ใน 3 ปีข้างหน้า และกลายเป็น 3,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า ไม่เพียงเท่านี้ยังสนใจซื้อลิขสิทธิ์เปิดวอลล์สตรีทในประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพด้วย โดยจุดแข็งของวอลล์สตรีทคือไม่ใช่สถาบันสอนภาษาทั่วไป แต่เป็นไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์
ด้านธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบันมีร้านเจฟเฟอร์ 80 สาขา ทำยอดขายกว่า 700 ล้านบาท จะขยายเป็น 200 สาขาใน 3 ปี และสนใจซื้อธุรกิจร้านอาหารอื่นมาเพิ่มให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มอีก 2 ร้าน ปีนี้ตั้งเป้าธุรกิจอาหารสร้างรายได้ 832 ล้านบาท เพิ่ม 9% อีก 3 ปีข้างหน้าธุรกิจอาหารโดยรวมคงสร้างรายได้ 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ 3 ปีข้างหน้าสัดส่วนรายได้ของบริษัทจะมาจากธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์มากกว่าบันเทิง
จะเห็นว่าการมีหลายธุรกิจและต่อยอดแต่ละธุรกิจเข้าด้วยกัน เป็นกลยุทธ์สำคัญช่วยให้บริษัทเกื้อหนุนกันเติบโตได้มีเสถียรภาพขึ้น







