posttoday
บริหารธุรกิจในภาวะซบเซา ด้วยเหตุและผลอย่างมีสติ

บริหารธุรกิจในภาวะซบเซา ด้วยเหตุและผลอย่างมีสติ

24 มิถุนายน 2559

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

อยู่ในฐานะผู้บริหารระดับสูงทั้งวงการการเงินและวงการอสังหาริมทรัพย์มายาวนาน ประไพสิทธิ์ ตัณฑ์เกยูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โบ๊ทเฮ้าส์หัวหิน กล่าวถึงหลักการบริหารธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบันว่า แม้สภาพสถานการณ์รอบด้านจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่วิธีคิดในการบริหารงานที่ยังคงใช้ได้ดีไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ หลักเหตุและผล และ Risk Management หรือการบริหารความเสี่ยงให้ดี นั่นหมายความว่า ไม่ว่ายุคใดสมัยใด เศรษฐกิจดีหรือผันผวน ก็ล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น

ขณะที่การปรับใจตนเองโดยใช้หลักการเจริญสติในชีวิตประจำวันตามแนวทางธรรมะ ซึ่งทำให้ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะได้มากขึ้น เช่น เห็นความโกรธแต่ไม่เห็นผู้ทำให้โกรธ เป็นต้น มีสติ ไม่หลงไปกับอารมณ์ เพราะสิ่งกระทบจากภายนอก และทำให้ดีที่สุดเป็นหลักโดยไม่เป็นทุกข์ เพราะโลกธรรมต่างๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา

ขณะที่ในมุมมองด้านเศรษฐกิจ เวลานี้เศรษฐกิจไม่ดีทั้งโลกมาหลายปีแล้ว กำลังซื้อของคนชั้นล่างอ่อนแอ และเมืองไทยการเมืองก็ไม่นิ่งมานาน ผู้บริหารจำต้องวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตลาดอย่างละเอียด และกำหนดทิศทางของบริษัทอย่างระมัดระวัง การเพิ่มรายได้อาจทำได้ยากขึ้น แต่การควบคุมรายจ่ายอย่างสมเหตุสมผล น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นกว่า รวมถึงการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการทำการตลาดแทนวิธีการแบบเดิม แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์แล้วการใช้ป้ายโฆษณาบริเวณโครงการโดยสื่อข้อความให้สั้น โดนใจ ยังมีผลสูงสุด แต่การพัฒนาโครงการก็ต้องเน้นความแตกต่าง คุ้มค่า เพื่อเลี่ยงศึกสงครามราคา และยังทำให้เกิดการบอกต่อในกลุ่มลูกค้าด้วยกันเองด้วย

สำหรับรูปแบบการทำงาน หากทำงานกับองค์กรแบบฝรั่งก็แบบหนึ่ง คนทำงานเสมือนเป็นหมาไล่เนื้อที่ต้องแข่งกันทุกอย่าง แต่ไม่มีการเมืองในบริษัท ส่วนการทำงานกับระบบครอบครัวก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ต้องทำใจและปรับใจให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งต้องทำด้วยเหตุ เพื่อผลที่ดีเหมือนกัน โดยยึดหลักประโยชน์สูงสุดขององค์กร และความโปร่งใสสุจริตเป็นหลัก การจูงใจพนักงานก็ต้องเปิดอกคุยกันว่าประโยชน์ร่วมกัน ประโยชน์ส่วนตัวสำหรับมืออาชีพ เป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ทุกคนต้องเข้าใจได้ดีว่าไม่มี Perfect Organization หรือองค์กรที่สมบูรณ์แบบ และทุกคนต้องปรับตนเองเพื่อให้งานเดินร่วมกัน และเป็น Winning Team ด้วยกันได้อย่างไร โดยมีทรัพยากรจำกัด เพื่อช่วยกันก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ลืมนำบทเรียนในอดีตมาใช้ประโยชน์

สำหรับการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหัวหิน ราคาที่ดินเป็นตัวแปรสำคัญมาก โดยตอนเริ่มโครงการเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว กลุ่มโบ๊ทเฮ้าส์ซื้อที่ดินราคาไร่ละ 3 ล้านบาท แต่ปัจจุบันราคาที่ดินขยับขึ้นแรง หากเป็นบริเวณใกล้เคียงกับโครงการโบ๊ทเฮ้าส์ ติดทะเล เสนอขายสูงถึง 45 ล้านบาท/ไร่ ถ้าทำเลเขาตะเกียบราคาที่ดินจะสูงมาก ไร่ละ 80-100 ล้านบาท เพราะพื้นที่หาดยาวกว่า แต่มีข้อจำกัดสร้างตึกสูงได้แค่ 6 ชั้น เพราะอยู่เขตหัวหิน โดยโบ๊ทเฮ้าส์หัวหินอยู่บนที่ดิน 78 ไร่ ส่วนหนึ่งติดทะเล และส่วนที่ติดถนนอยู่รอยต่อของหัวหิน-ชะอำ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ แบ่งพัฒนา 5 เฟส มูลค่าทั้งหมดรวมกว่า 6,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 1 เฟส ชื่อ “เดอะ เลจเจนท์” เป็นอาคารชุดสูง 18 ชั้น ในที่ดิน 5 ไร่ครึ่ง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการขาย

ประไพสิทธิ์ กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์หัวหินปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มเจ้าของโรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอีจากย่านฝั่งธนฯ มาซื้อเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วลูกค้าหลักกลายเป็นกำลังซื้อคนหนุ่มสาว พ่อแม่ลูก ดารา เพราะหัวหินเริ่มมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามากขึ้น ยิ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาใหม่ๆ ในหัวหินเกิดขึ้นอีก จะยิ่งทำให้หัวหินดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น เช่น โครงการบลูพอร์ตของกลุ่มเดอะมอลล์ พื้นที่ 4.5 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) คาดว่าจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 ต.ค.นี้ อีกทั้งยังมีกระแสข่าวว่ากลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี จะพัฒนาเอเชียทีคหัวหิน กลุ่มคิง เพาเวอร์ ก็กว้านซื้อที่ติดทะเลกว่า 50 ไร่ หัวหินซอย 5-7 เพื่อสร้างอาคารชุด 4 ชั้น 2 อาคารอย่างหรู และคฤหาสน์อีก 5 หลัง กำหนดสร้างเสร็จในปีหน้า ซึ่งโครงการใหม่เหล่านี้ล้วนส่งผลบวกกับหัวหินมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค