posttoday
วัชรา : กฟผ.อินเตอร์ฯจะโชติช่วง

วัชรา : กฟผ.อินเตอร์ฯจะโชติช่วง

20 มิถุนายน 2559

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างนักสำหรับบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล (EGATi) รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2550 และจดทะเบียนตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทน กฟผ.ลงทุนโครงการต่างๆเพื่อจัดหาพลังงานไฟฟ้าส่งเข้าประเทศไทย ตลอดจนลงทุนโครงการที่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นๆ ในต่างประเทศด้วย

วันนี้ กฟผ.อินเตอร์ฯ มีกรรมการผู้จัดการคนใหม่ “วัชรา เหมรัชตานันต์” ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ และจะกุมบังเหียน กฟผ. อินเตอร์ฯ เข้าแข่งขันในธุรกิจผลิตไฟฟ้าในภูมิภาค

“กฟผ.อินเตอร์ฯ ยังไม่มีสินทรัพย์ที่เป็นโรงไฟฟ้า จึงต้องมองธุรกิจที่สร้างรายได้ได้ทันที ซึ่งในช่วง 1-2 ปีจากนี้ บริษัทจะลงทุนให้มากขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และอีก 5 ปีจากนี้บริษัทมีแผนลงทุนโครงการต่างๆ มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนจะมาจาก 3 ส่วน คือ ทุนจดทะเบียนของบริษัทที่มีอยู่ 6,000 ล้านบาท และ ครม.อนุมัติเพดานทุนจดทะเบียนไว้ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 3.3 หมื่นล้านบาท อาจเป็นเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 1 หมื่นล้านบาท จะมาจากเงินปันผลโครงการที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ หรือถ้า กฟผ.จะใส่เงินมาให้เองเลย 2 หมื่นล้านบาทก็ได้ เพราะจะได้เป็นฐานให้กับเรา” วัชรา ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ถึงแผนจัดหาเงินลงทุนตามแผน 5 ปี (2559-2563)

วัชรา ระบุว่า ในช่วง 5 ปี บริษัทจะร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศลงทุน 5 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำเงี๊ยบ 1” กำลังการผลิต 290 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่ง กฟผ.อินเตอร์ฯ ถือหุ้น 30% บริษัท คันไซ (Kansai) ประเทศญี่ปุ่นถือหุ้น 45% และ Lao Holding State Enterprise (LHSE) ของ สปป.ลาวถือหุ้น 25% กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2562

2.โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนถ่านหินกวางจิ กำลังการผลิตรวม 1,320 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 7.5 หมื่นล้านบาท โดย กฟผ.อินเตอร์ฯ ถือหุ้น 40% บริษัท ผลิตไฟฟ้า (เอ็กโก) ถือหุ้น 30% และบริษัท คิวชู อิเล็คทริค พาวเวอร์ หุ้น 30% ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว และอยู่ระหว่างเสนอรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ที่จะต้องใช้เทคโนโลยี Ultra-Supercritical Technology มาใช้เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้ากระบี่ในไทย คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2561 ขณะที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะผลิตและขายไฟฟ้าให้กับเวียดนาม และถูกบรรจุในแผนพัฒนากำลังไฟฟ้า (พีดีพี) ของเวียดนาม

3.โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินตอนบน มายตง ตั้งอยู่ที่เมืองมายตง รัฐฉาน สหภาพเมียนมา โดย กฟผ.อินเตอร์ฯ ถือหุ้น 30% กลุ่มรัฐวิสาหกิจจีน 3 แห่ง คือ บริษัท ไชน่า ทีจี บริษัท ซิโนไฮโดร และบริษัท ไชน่า เซาเทิร์นพาวเวอร์ กริด ถือหุ้นรวมกัน 56% และที่เหลือเมียนมาถือหุ้น ซึ่งแผนเดิมเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จะเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่กำลังการผลิต 7,000 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 3 แสนล้านบาท แต่เมื่อปลายรัฐบาลเมียนมาชุดที่แล้ว ขอให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงลดขนาดของเขื่อนลงและแบ่งการสร้างเป็น 2 เขื่อน โดยเขื่อนแรกมีกำลังการผลิต  3,700-3,800 เมกะวัตต์ และเขื่อนที่สองอีก 2,500 เมกะวัตต์

“ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากทั้งสองเขื่อน 90% จะส่งเข้ามาขายให้ไทย ส่วนอีกไฟฟ้าที่เหลือ 10% ให้ฟรีให้กับเมียนมา และหากรัฐบาลเมียนมาเห็นชอบการก่อสร้างจะเริ่มในปี 2562 และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2570-2571 ซึ่งข้อดีของไฟฟ้าพลังน้ำ คือ ต้นทุนในระยะยาวจะถูก เพราะไม่มีค่าเชื้อเพลิง แต่เราก็คาดหวังว่าให้เงินลงทุนก่อสร้างจะอยู่ในราคาที่เหมาะสม โดยเขื่อนแรกจะอยู่ตอนล่างที่มายตง เราอยากได้ที่ขนาด 3,700 เมกะวัตต์ ซึ่งจะต้องสร้างเขื่อนที่มีความสูง 315 เมตร ส่วนเขื่อนที่ 2 ที่อยู่ตอนบนห่างจากมายตง 200-300 กิโลเมตร กำลังดูว่าถ้าสร้างเขื่อนที่สองอาจจะขายไปที่จีน”

4.โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ตั้งอยู่ในจังหวัดผาอัน รัฐคะหยิ่น เมียนมา บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำสาละวิน กำลังผลิตรวม 1,360 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟผ.อินเตอร์ฯ ถือหุ้น 36% บริษัท ชิโนไฮโดร ถือหุ้น บริษัทไอทีอีของเมียนมาถือหุ้น 5% และกระทรวงพลังงานเมียนมาถือหุ้น 10% โดยขณะนี้โครงการชะลอการศึกษาออกไป เพราะต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา หากสำเร็จเขื่อนแห่งนี้จะส่งไฟฟ้ามาขายในฝั่งไทย

และ 5.โครงการลงทุนธุรกิจเหมืองถ่านหินในเกาะกาลีมันตัน อินโดนีเซีย เงินลงทุนประมาณ 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐ กำลังการผลิตหลายสิบล้านตัน/ปี ซึ่งขณะนี้ กฟผ.อินเตอร์ฯ อยู่ระหว่างการเจรจาการเข้าร่วมทุนและจะเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนที่มากพอ ที่จะสามารถจัดส่งถ่านหินมายังไทยและเวียดนามได้ ซึ่งเราหวังจะสรุปดีลนี้ได้ภายในสิ้นปี

นอกจากนี้ กฟผ.อินเตอร์ฯ สนใจจะลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ที่เมืองมะริด เมียนมา กำลังการผลิต 1,800-2,500 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษา

ขณะที่เป้าหมายของ กฟผ.อินเตอร์ฯ นั้น วัชรา กล่าวว่า กฟผ.อินเตอร์ฯ พยายามหารายได้ของตัวเอง  อย่างการลงทุนเหมืองถ่านหินก็เพื่อที่จะมีรายได้เข้ามา และต้องล้างผลขาดทุนสะสมที่มีอยู่นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2550 จำนวน 300-400 ล้านบาท โดยหากซื้อเหมืองได้จะมีรายได้ส่วนนี้มาชดเชยอย่างน้อยปีละ 100-200 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายในระยะยาวแน่นอนว่าคือการจัดหาพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงให้ประเทศไทย และภายใต้ 5 ปี กฟผ.อินเตอร์ฯ มีเป้าหมายที่จะมีการลงทุนโรงไฟฟ้าให้ได้ 5,000-6,000 เมกะวัตต์

“หากลงทุนแล้วนำไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายในไทยได้ก็จะทำ แต่อีกส่วนคือการสร้างรายได้ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าที่เวียดนามและขายไฟฟ้าให้เวียดนาม แต่ก็มองโอกาสการลงทุนในโครงการที่ 2 ไว้ และถ้าทำได้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนแห่ง 2 ในเวียดนามจะส่งไฟฟ้าเข้ามาไทยทาง จ.มุกดาหาร ส่วนในลาวเรากำลังมองโครงการอื่นๆ ด้วย นอกจากน้ำเงี๊ยบ 1 และมั่นใจว่าด้วยชื่อเสียงที่เรามีอยู่จะหาพันธมิตรมาร่วมลงทุนไม่ยาก”

เมื่อถามถึงความเสี่ยงในการลงทุน วัชรา ระบุว่า “ยอมรับว่ามี แต่ก็ต้องค่อยๆ ปิดความเสี่ยงไปทีละเรื่อง เช่น กรณีเวียดนาม มีกฎระเบียบที่ชัดเจนกว่าเมียนมา การลงทุนง่ายกว่าต่างจากเมียนมา ก็ต้องให้ทางรัฐบาลรับประกันในการลงนามสัญญาต่างๆ ในขณะที่สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้เรา จะเป็นตัวบีบให้เราปิดความเสี่ยง เพราะถ้าเขาไม่มั่นใจก็ไม่ปล่อยเงินกู้ให้เรา แต่ถ้ามองในแง่การแข่งขัน เอกชนที่เข้าไปลงทุนกิจการพลังงานส่วนใหญ่น่าจะเป็นพันธมิตรกันมากกว่า หรือกรณีเมียนมาจะอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐกับรัฐ แต่โดยรวมแล้วกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ยังเป็นสวรรค์ของการลงทุนด้านพลังงาน เพราะกฎหมายต่างๆ เริ่มมีความชัดเจน และเอกชนก็เริ่มคุ้นมากขึ้น” 

สำหรับเป้าหมายในแง่รายได้และผลกำไร วัชรา กล่าวว่า กฟผ.อินเตอร์ฯ จะมีกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2558 ที่บริษัทมีกำไร 1 ล้านบาท แต่ในปี 2559 หากได้รับการอนุมัติให้ลงทุนเหมืองถ่านหินจะมีรายได้จากเงินปันผลกว่า 100 กว่าล้านบาท จากนั้นในปี 2560-2561 จะมีกำไรเพิ่มเป็น 200-300 ล้านบาท และเมื่อรายได้จากโครงการน้ำเงี๊ยบเข้ามาในปี 2562 จะทำให้กำไรเพิ่มเป็นในระดับ 1,000 ล้านบาท

“อีกไม่เกิน 5 ปี กฟผ.อินเตอร์ฯ จะเป็นที่รู้จักในวงการธุรกิจพลังงาน และอีก 8-9 ปี กฟผ.อินเตอร์ฯ จะโชติช่วง เพราะข้อได้เปรียบของเรา คือ เรามีความเป็น กฟผ.สูง คนที่จะร่วมทุนจะให้เครดิตกับเรา อย่างอินโดนีเซียเขาให้สิทธิเราทำโรงไฟฟ้าโดยไม่ต้องประมูลได้” วัชรา ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย