
เครือข่ายพลังงานจี้รัฐชะลอส่งร่างแก้กม.ปิโตรเลียม2ฉบับให้สนช.
เครือข่ายปฏิรูปพลังงานฯชี้ร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับของกระทรวงพลังงาน อำพรางเนื้อหาสัมปทานระบบเดิม จี้รัฐบาลชะลอส่งให้สนช.
เครือข่ายปฏิรูปพลังงานฯชี้ร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับของกระทรวงพลังงาน อำพรางเนื้อหาสัมปทานระบบเดิม จี้รัฐบาลชะลอส่งให้สนช.
เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3/2559 เรื่องร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับของกระทรวงพลังงาน อำพรางเนื้อหาสัมปทานระบบเดิม ขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนในการปกป้องและรักษาอธิปไตยพลังงานไทยโดยระบุว่า
ตามที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ของกระทรวงพลังงาน เมื่อวันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ดังที่ทราบแล้วนั้น
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) มีจุดยืนดังต่อไปนี้
1. การที่รัฐชะลอการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ออกไปตั้งแต่ปีที่แล้วก็เพราะยอมทำตามภาคประชาชนที่ขอให้เพิ่มทางเลือกระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตและระบบจ้างผลิตเข้าไปในการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมและพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง
ต่อมารัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานใช้เวลาปีกว่าในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมไทยโดยอ้างว่าได้เพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิตไว้ในร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมแล้ว แต่ความจริงกลับกลายเป็นการอำพรางหลักการกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมที่เป็นไปตามระบบสัมปทานเดิม กล่าวคือ แม้ระบุว่า "กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียม" เป็นของรัฐ แต่กฎหมายเปิดช่องให้เอกชนสามารถนำปิโตรเลียมออกจากพื้นที่แปลงปิโตรเลียมโดยยังมิได้เสียค่าภาคหลวง และสามารถนำไปขายได้ทั้งจำนวน ส่วนรัฐจะทำหน้าที่รอรับผลประโยชน์เมื่อเอกชนขายได้เท่านั้นเฉกเช่นเดียวกับระบบสัมปทาน
ดังนั้น การอ้างว่าร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมครั้งนี้ เป็นการเพิ่มทางเลือกระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิตเข้าไปนั้น แท้จริงแล้วมิได้เป็นการเพิ่มทางเลือกแต่ประการใดเลย หากแต่เป็นเพียงการอำพรางเพื่อนำไปอ้างให้ประชาชนตายใจเท่านั้นว่าได้แก้กฎหมายตามที่ประชาชนเรียกร้องแล้ว ดังจะเห็นว่า สิทธิในการบริหารและขายปิโตรเลียมยังคงตกอยู่ในมือเอกชนอยู่เช่นเดิมเหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
จึงเป็นที่หน้าเสียดายอย่างยิ่งว่ากระทรวงพลังงานใช้เวลาตั้งปีกว่า ที่ผ่านมาแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ยังไม่สามารถนำอธิปไตยและอิสรภาพทางพลังงานกลับคืนมาให้ประเทศชาติอย่างแท้จริง
2. การไม่จัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติและไม่กำหนดให้อยู่ในแผนตารางเวลาใดๆ ของรัฐบาลว่าจะต้องแล้วเสร็จเมื่อใด แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะไม่มีองค์กรของรัฐที่มีความคล่องตัวพอที่จะสามารถถือกรรมสิทธิ์ บริหาร และขายปิโตรเลียมที่รัฐพึงได้
ในระบบที่อ้างว่าจะแบ่งปันผลผลิตนั้น ตามความเป็นจริงรัฐก็จะทำได้เพียงแค่ฝากเอกชนขายให้และจะรอรับผลประโยชน์ตามสัดส่วนเท่านั้น จึงเท่ากับยกอธิปไตยการขายปิโตรเลียมที่ผลิตได้ให้เอกชน และรัฐจะอ่อนแอในการตรวจนับปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตได้เหมือนกับระบบสัมปทาน เพราะรัฐจะเป็นฝ่ายรอให้เอกชนรายงานเม็ดเงินที่ขายได้แล้วอย่างเดียวเป็นหลัก เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่รัฐไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติทำหน้าที่บริหารและขายปิโตรเลียมที่ผลิตได้ด้วยตัวเองแต่ประการใด
ในระบบที่อ้างว่าจะมีระบบจ้างผลิตเป็นทางเลือกในร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมด้วยนั้น เมื่อไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน เพราะในระบบจ้างผลิตนั้น รัฐจะต้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ บริหาร และขายปิโตรเลียมเองทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเอกชนคู่สัญญาจะไม่มีหน้าที่ขายปิโตรเลียมแทนรัฐ และเอกชนจะรับเพียงค่าจ้างผลิตเท่านั้น
ระบบสัญญาจ้างผลิตจึงไม่สามารถหลบเลี่ยงฝากเอกชนขายปิโตรเลียมแทนรัฐได้ ด้วยเหตุนี้การไม่จัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมารองรับจะทำให้ไม่สามารถใช้ระบบสัญญาจ้างผลิตได้จริงในทางปฏิบัติ ดังนั้นระบบจ้างผลิตในร่างแก้ไขของกระทรวงพลังงาน จึงเป็นทางเลือกที่เลื่อนลอย ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง บทพิสูจน์ที่สำคัญคือคำสัมภาษณ์ของ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 กล่าวยอมรับว่า จะไม่ใช้ระบบจ้างผลิตกับแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 และ 2566 คือ แหล่งเอราวัณและบงกชเพราะมีความยุ่งยากนั้น แท้ที่จริงก็เพราะไม่มีบรรษัทพลังงานแห่งชาติมารองรับในพระราชบัญญัติปิโตรเลียมนั่นเอง
ถ้าขนาดแหล่งเอราวัณและบงกชซึ่งรู้กันเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า มีศักยภาพและปริมาณปิโตรเลียมสูงที่สุดในประเทศไทย รัฐบาลยังไม่สามารถนำกลับคืนมาเป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วใช้ระบบจ้างผลิตได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าข้ออ้างมีทางเลือกระบบจ้างผลิตในร่างแก้ไข พระราชบัญญัติปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานนั้น จะไม่สามารถเกิดขึ้นและปฏิบัติได้จริงได้เลยไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย และนั่นหมายความว่าประเทศไทยจะไม่สามารถนำอธิปไตยในแหล่งปิโตรเลียมที่รอคอยการหมดอายุสัมปทานเกือบครึ่งศตวรรษกลับคืนมาเป็นของชาติได้เลยไม่ว่าในวันนี้และในวันข้างหน้า
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าให้ไปศึกษาข้อดีข้อเสียในการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ และหากผลการศึกษาเห็นว่า มีความจำเป็นต้องมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติก็ให้ มาแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังนั้น นั่นย่อมแสดงว่าร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานนั้น ยังขาดความสมบูรณ์เพราะขาดการศึกษาอย่างรอบด้านในหลักการสำคัญ ถ้าเป็นเช่นนั้นคณะรัฐมนตรีจะมีความชอบธรรมในการส่งร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานเพื่อขอความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้อย่างไร
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) มีข้อสังเกตว่า ในขณะที่ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม มีตารางเวลาชัดเจนที่จะนำไปสู่การให้สิทธิผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ แต่คำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ให้ศึกษาเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ กลับไม่ได้มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเหตุการณ์เยี่ยงนี้ อาจทำให้รัฐบาลถูกประชาชนมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัยว่า ไม่มีความจริงใจในการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ แต่ใช้วิธีอ้างบ่ายเบี่ยงว่าให้ไปศึกษาข้อดีข้อเสียในการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเพียงเพื่อลดกระแสคัดค้านและชะลอเวลาเท่านั้น ดังจะเห็นว่าขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมที่ปราศจากบรรษัทพลังงานแห่งชาติกลับยังคงเดินหน้าต่อไปใช่หรือไม่
3. การที่ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า เงื่อนไขใดจะใช้ระบบสัมปทาน เงื่อนไขใดจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต และเงื่อนไขใดจะใช้ระบบจ้างผลิต อาจทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจในการเลือกระบบโดยคณะบุคคลเพียงไม่กี่คนตามเงื่อนไขที่ตั้งธงขึ้นมาเอง หรือเลือกตามอำเภอใจ หรือแม้กระทั่งอาจเลือกระบบใดระบบหนึ่งด้วยแรงจูงใจในผลประโยชน์ส่วนตนก็ได้ ดังนั้นทางเลือกระบบที่บัญญัติในร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงาน ก็อาจไม่ได้ถูกเลือกใช้จริงตามที่ควรจะเป็น ดังที่เกิดตัวอย่างมาแล้วว่าจะไม่ใช้ระบบจ้างผลิตกับแหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วอยู่เป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ความไม่ชัดเจนในวิธีประมูลก็อาจเกิดการประมูลในลักษณะการใช้ดุลพินิจให้คะแนนเนื้องานเป็นตัวชี้ขาดในการได้รับสิทธิผลิตปิโตรเลียม เหมือนกับที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดในระบบสัมปทานปิโตรเลียม 20 รอบที่ผ่านมา
ในความเป็นจริงแล้ว หากรัฐบาลคำนึงถึงผลตอบแทนแก่รัฐสูงสุดในระบบแบ่งปันผลผลิตหรือจ้างผลิต ก็ควรมีความชัดเจนกำหนดเนื้องานขั้นต่ำที่รัฐต้องการ ควบคู่ไปกับการกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของผู้เข้าประมูล แล้วจึงให้ผู้เข้าร่วมประมูลแข่งขันผลตอบแทนแก่รัฐสูงสุดเป็นเงื่อนไขชี้ขาดเหมือนกับการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือในระบบ 4G แต่ไม่มีการบัญญัติวิธีการประมูลลักษณะดังกล่าวในร่างแก้ไข พระราชบัญญัติปิโตรเลียมแต่ประการใด
การมีทางเลือกระบบการผลิตปิโตรเลียมยิ่งมาก แต่กลับไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในวิธีการเลือกระบบ ตลอดจนไม่มีความชัดเจนในวิธีการประมูล ก็ยิ่งมีหัวข้อและประเด็นที่ต้องใช้ดุลพินิจได้มากขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะเกิดผลดีกับประเทศ อาจเกิดความเสียหายและอันตรายต่อประเทศชาติในอนาคต เพราะมีช่องโหว่ทำให้อาจจะเกิดการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงยิ่งกว่าเดิมได้
4. ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ของกระทรวงพลังงาน ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2559 มิได้แก้ไขให้ครบถ้วนตามผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 อีกทั้งยังมีพฤติการณ์หลบเลี่ยงและกีดกันการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของภาคประชาชนมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังปิดกันข่าวสารข้อมูลอยู่เนื่องๆ ตัวอย่างเช่น ปกปิดร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับไม่ให้ประชาชนได้รับรู้ แม้จะผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีมาเกิน 1 สัปดาห์แล้วก็ตาม แม้กระทั่งแผนงานที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก็ปราศจากกระบวนการประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งที่เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์สาธารณะของประเทศชาติเป็นเดิมพัน มีผลกระทบในวงกว้างและประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก
พฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับการที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เคยเกษียณหนังสือด้วยลายมือตัวเองให้กับเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558 ความว่า "ทราบ/เห็นชอบ/ให้ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใส/เป็นธรรม
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้
1. ขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ชะลอการส่งร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงาน จนกว่าจะได้ผลสรุปผลการศึกษาและแก้ไขกฎหมายเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติให้แล้วเสร็จเสียก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่ากรรมสิทธิ์ สิทธิการบริหาร และสิทธิการขายปิโตรเลียมในส่วนที่รัฐจะพึงได้นั้นจะตกเป็นของรัฐที่จะสามารถสร้างอธิปไตยและอิสรภาพด้านราคาในปิโตรเลียมของรัฐได้อย่างแท้จริง
2. ขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ของกระทรวงพลังงาน ให้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเลือกระบบการผลิตปิโตรเลียม และวิธีการประมูล ให้มีความชัดเจน โปร่งใสในการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อปิดช่องโหว่การใช้ดุลพินิจอันอาจจะนำไปสู่การฉ้อราษฎร์บังหลวงในอนาคต และให้แก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับให้ครบถ้วนในทุกประเด็นตามรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 สภานิติบัญญัติแห่งชาติเสียก่อน
3. ขอเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะที่ได้เคยรับรองรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 อย่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเมื่อร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับของกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการไปอย่างไม่ครบถ้วนในสาระสำคัญตามรายงานผลการศึกษาดังกล่าว สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ควรจะปฏิเสธไม่รับรองกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวด้วยเช่นกัน
และเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ขอเป็นกำลังใจให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเป็นที่พึ่งหวังของประชาชนในการยืนหยัดการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้เป็นไปตามผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เคยรับรองเอาไว้แล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
4. อาศัยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2547 ในฐานะปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอธิปไตยตามมาตรา 3 และได้รับความคุ้มครองสิทธิที่เคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 4 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะดำเนินการให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการปิโตรเลียม พ.ศ. ....ของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ให้ไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2556 เพื่อเป็นกฎหมายประกบคู่ไปกับร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมของรัฐบาลให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้จะนัดหมายให้มีผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายดังกล่าวพร้อมพี่น้องประชาชนไม่น้อยกว่า 20 คน ยื่นเรื่องต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2559 เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา และขอเชิญพี่น้องประชาชนผู้รักชาติและสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมตามวันและเวลาดังกล่าว
ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ







