
บทเรียนธุรกิจจาก... ยุทธการบาร์บารอสซา
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
เมื่อ 75 ปีที่แล้ว คือ 22 มิ.ย. 2484 เยอรมนีเปิดยุทธการบาร์บารอสซาเพื่อบุกยึดสหภาพโซเวียต แต่กลับพ่ายแพ้อย่างยับเยิน โดยโซเวียตบุกยึดกรุงเบอร์ลินในอีก 4 ปีต่อมา นับเป็นบทเรียนราคาแพงที่นำมาประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ประการแรก กองทัพเยอรมนีต้องการบุกยึดกรุงมอสโก ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของโซเวียตเพื่อทำลายขวัญและกำลังใจ แต่ฮิตเลอร์เห็นต่างออกไป ต้องการบุกยึดคอเคซัส ซึ่งเป็นฐานผลิตน้ำมันเพื่อให้กองทัพโซเวียตขาดน้ำมัน แทนที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง กลับกำหนดทั้งคู่เป็นเป้าหมายหลัก
เมื่อเปิดยุทธการ กองทัพเยอรมนีเคลื่อนพลบุกกรุงมอสโกรวดเร็วมาก เพียงแค่ 2-3 เดือน ก็เกือบบุกไปยึดได้แล้ว แต่ต้องชะลอการบุกไว้ก่อน เพื่อเคลื่อนพลไปช่วยกองทัพบุกยึดบ่อน้ำมันที่ยังรุกคืบหน้าช้ากว่า ในที่สุดเมื่อฤดูหนาวมาเยือน ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งคู่ นับเป็นบทเรียนว่าหากทรัพยากรมีจำกัด ต้องไม่กำหนดยุทธศาสตร์เยอะเกินไป
ประการที่สอง เยอรมนีคิดว่ากองทัพโซเวียตจะขาดขวัญกำลังใจและล่มสลายภายใน 3 เดือน แต่โซเวียตยังสู้รบเหนียวแน่นเพื่อมาตุภูมิ เยอรมนีไม่มีแผนสำรองเลยว่าหากไม่เป็นไปตามคาดการณ์ จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร เช่นเดียวกับการดำเนินธุรกิจ จะต้องจัดเตรียมแผนสำรองกรณีฉุกเฉิน
ประการที่สาม เยอรมนีเผชิญฤดูหนาวอุณหภูมิ -40 องศา ทำให้ทั้งรถถัง รถบรรทุก ปืน ใช้การไม่ได้ ส่วนทหารหนาวตายจำนวนมาก แต่โซเวียตเชี่ยวชาญสงครามฤดูหนาว จึงเอาชนะอย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับการดำเนินธุรกิจต้องสอดคล้องกับท้องถิ่น
ประการที่สี่ ช่วงแรกเยอรมนีมีอาวุธเหนือกว่ามาก แต่ต่อมาโซเวียตซึ่งแม้เทคโนโลยีด้อยกว่า กลับพัฒนาอาวุธยอดเยี่ยมกว่า คือ รถถัง T-34 โดยนำเทคโนโลยีหยิบยืมมาจากแหล่งต่างๆ และออกแบบให้ผลิตได้ง่าย ทำให้ผลิตได้มากถึง 5.7 หมื่นคัน แม้เยอรมนีจะพัฒนารถถังแบบใหม่ คือ ไทเกอร์ แต่ผลิตยุ่งยากกว่ามาก จึงผลิตได้แค่ 2,000 คัน ไม่สามารถต่อสู้กับ T-34 ที่มากกว่าหลายเท่า
เช่นเดียวกับการดำเนินธุรกิจ นอกจากวิจัยและพัฒนาเองแล้ว ต้องนำความรู้ที่มีอยู่แล้วมากมายมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ ต้องออกแบบให้ผลิตได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และไม่จุกจิกเสียง่าย







