
ประชามติรัฐธรรมนูญ ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจครึ่งหลัง
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ในระหว่างที่ทั่วโลกกำลังจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14-15 มิ.ย.นี้ หรือจะเลื่อนออกไป รวมทั้งยังรอลุ้นผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่ ในวันที่ 23 มิ.ย. 2559
สำหรับประเทศไทยก็มีเรื่องที่ต้องจับตาและรอดูผลเช่นเดียวกัน นั่นคือการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560
กวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยที่มีผลต่อจิตวิทยานักลงทุน ซึ่งหากประชามติออกมาว่าผ่าน จะส่งผลในเชิงบวกทำให้คาดหมายว่าจะสามารถเกิดการเลือกตั้งในปี 2560 สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่านักลงทุนต่างชาติมองประเทศไทยว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความน่าสนใจอยู่แล้ว เพียงแต่กำลังรอความชัดเจนจากปัจจัยการเมืองเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากผลของการลงประชามติออกมาว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นปัจจัยลบต่อตลาดทุนไทยบ้าง แต่เป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยนั้นยังคงเน้นการพึ่งพาการกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐและการส่งออกที่มีความเสี่ยงติดลบจากภาวะเศรษฐกิจจีน
ด้าน ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวอีกระยะหนึ่ง จากการดำเนินนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนที่มุ่งเน้นการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศทำให้ยังต้องใช้เวลา
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตัวเลขในปี 2558 พบว่าการบริโภคภายในประเทศของจีนมีสัดส่วนอยู่ที่ 37% เพิ่มขึ้นจาก 35% เมื่อปีก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว การบริโภคภายในอยู่ที่ระดับ 70% ขณะที่การลงทุนในจีนปัจจุบันมีสัดส่วน 44% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มากเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่พึ่งพาการลงทุนเพียง 20% เท่านั้น ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของจีนยังเพิ่มสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปี 2558 เอ็นพีแอลพุ่งไปอยู่ที่ 1.8 แสนล้านหยวน จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1 แสนล้านหยวน ขณะที่สัดส่วนบริษัทที่มีผลขาดทุนก็เพิ่มขึ้นเป็น 20% หรือ 1 ใน 5 ของบริษัททั้งหมดในจีนอีกด้วย
ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนดังกล่าว จึงสะท้อนภาพการส่งออกของไทยและกลุ่มประเทศในเอเชียว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง เพราะประเทศในเอเชียต่างมีจีนเป็นคู่ค้าหลัก เห็นได้จากช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่มีมูลค่าการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เช่น เกาหลีใต้ การส่งออกหดตัว 11.5% จากหดตัว 8% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ฟิลิปปินส์ส่งออกหดตัว 7.3% จากเดิมหดตัว 5% เมื่อสิ้นปีก่อน
สำหรับประเทศไทยช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกมีอัตราการหดตัวลดลงเหลือ 2.9% จากที่เคยหดตัว 5.6% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว โดยธนาคารกสิกรไทยคาดการณ์ว่าการส่งออกปีนี้ทั้งปีจะทรงตัวเท่ากับปีที่แล้ว หรือ 0% ฉะนั้นภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“เรามีมุมมองที่ดีสำหรับการใช้จ่ายภาครัฐในครึ่งปีหลัง หลังจากที่ครึ่งปีแรกรัฐบาลโฟกัสไปที่โครงการขนาดเล็ก แต่ครึ่งหลังของปีนี้ รัฐบาลจะเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น รวมทั้งการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟสสอง รถไฟฟ้า การก่อสร้างมอเตอร์เวย์อีก 2 แห่ง” ปารีณา กล่าว
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะเติบโตเฉลี่ยเกือบ 3% โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากปัญหาภัยแล้งที่ส่งผล
กระทบต่อรายได้ภาคเกษตร ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการบริโภคภายในประเทศให้ชะลอตัวลง นอกจากนี้เศรษฐกิจจีนที่เติบโตได้น้อยลง ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดของจีดีพีอีกด้วย
สำหรับการลงทุนภาครัฐที่มีความพยายามเร่งรัดให้เกิดขึ้นในครึ่งปีหลังนั้น แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้ แต่การลงทุนและใช้จ่ายภาครัฐ รวมทั้งหมดยังมีฐานที่เล็ก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำได้ไม่เต็มที่นัก จึงไม่มีวี่แววให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะเติบโตเกิน 3% ได้
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 3% ภายใต้ประมาณการการบริโภคภายในประเทศเติบโต 1.9% การใช้จ่ายภาครัฐเติบโต 3% การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 2.3% การลงทุนภาครัฐเติบโต 11.5% ขณะที่การส่งออกทรงตัว 0% และการนำเข้าหดตัว 4.5%







