
Brexit ประชามติ ครั้งประวัติศาสตร์ (1)
โดย...ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ และฐนิตา ตุมราศวิน Fund Management Group กองทุนบัวหลวง
โดย...ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ และฐนิตา ตุมราศวิน Fund Management Group กองทุนบัวหลวง
BACKGROUND : WHAT IS BREXIT?
Brexit หรือ British Exit นั้นเป็นคำที่ใช้เรียกการทำประชามติเกี่ยวกับการถอนตัวของสหราชอาณาจักร (UK) จากการเป็นสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ในวันที่ 23 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่จะมีผลเชิงนัย ทั้งด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนต่อประเทศในยุโรปและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง UK และ EU ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งใกล้กันและห่างกันในเวลาเดียวกัน โดยในบริบทที่ใกล้กันนั้น เราพูดถึง UK ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกที่เข้าร่วมใน EU เป็นอันดับต้นๆ (UK เข้าร่วมในปี 1973) ภายใต้กรอบ EU-28 แต่ขณะเดียวกัน UK ก็มีบริบทที่ห่างกัน นั่นคือ UK ยังเลือกที่จะใช้เงินปอนด์เป็นเงินสกุลหลักมากกว่าที่จะเข้าร่วมใช้เงินยูโรหรือเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่ม Eurozone หรือ EU-19
และจากสายสัมพันธ์ที่ทั้งใกล้กันและห่างกันระหว่าง UK และ EU นี้ นำมาซึ่งประโยชน์และข้อจำกัดบางอย่างต่อ UK โดยในส่วนของสิทธิประโยชน์นั้น UK ได้รับสิทธิพิเศษไม่น้อยจาก EU ในแง่ของการค้าระหว่างประเทศครอบคลุมทั้งสินค้า บริการ รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานอย่างอิสระ อย่างไรก็ดี UK ก็ต้องจำยอมต่อกฎเกณฑ์ข้อตกลงบางอย่างที่ EU กำหนดขึ้น เช่น การยินยอมให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย หรือธุรกิจที่ประสบปัญหาทางการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ UK ในฐานะประเทศสมาชิกยังต้องสูญเสียอำนาจด้านการปกครองบางส่วน อาทิ การบริหารจัดการแนวชายแดนของประเทศ หรือการตัดสินใจในเชิงการเมือง เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ EU ได้กำหนดไว้อีกด้วย
ความอึดอัดของความสัมพันธ์ปะทุความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นประเด็นใหญ่ เมื่อประเทศในกลุ่ม EU ต่างต้องแบกรับภาระการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพจากประเทศข้างเคียง โดยในกรณีของ UK ภาระดังกล่าวถูกตีเป็นเม็ดเงินที่มากถึง 700-1,000 ล้านปอนด์ หรือราว 0.7-1.0% ของจีดีพีท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของ UK ที่ยังขยายตัวอย่างช้าๆ (โดยการคาดการณ์เบื้องต้น เผยว่า จีดีพีไตรมาส 1/2016 ขยายตัว 0.4% QoQ saar ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 0.6% QoQ saar) ส่งผลให้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ที่ต้องการให้ UK ออกจาก EU มากขึ้นในหลายเดือน
ที่ผ่านมา
เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของ UK เป็นหนึ่งในผู้นำที่เชื่อว่า UK จะมีศักยภาพกว่าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง หาก UK เลือกที่จะอยู่กับ EU และเขามั่นใจว่าประเทศจะได้ “สิ่งที่ดีที่สุดจากทั้งสองด้าน” คือ (1) ได้รับสิทธิประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ-การค้าจากการเป็นสมาชิกของ EU และ (2) มีอำนาจการตัดสินใจทางนโยบายบางประการ จากการยกเลิกข้อผูกมัดอันไม่พึงประสงค์ภายใต้กรอบ EU ผ่านข้อตกลงที่ได้บรรลุไปในการประชุม EU Summit ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เช่น ขอบเขตสวัสดิการที่ให้กับแรงงานต่างชาติใน UK และข้อกำหนดในภาคการเงิน เป็นต้น พร้อมย้ำว่าไม่มีความจำเป็นที่ UK จะต้องเข้าร่วมองค์กรเหนือรัฐ EU Super-State หรือเป็นหนึ่งในการสมานรวมของชาติภาคี ที่ถูกมองว่าจะส่งผลเสียต่ออำนาจอธิปไตยและความเป็นเอกราชของ UK
WHAT ARE THE CHANCES?
การสำรวจที่ผ่านมาของหลายสำนัก ระบุว่า ยังไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแน่ชัด เพราะสัดส่วนผู้ที่ต้องการออกจาก EU (EU-Skeptics) กับผู้ที่ต้องการคงอยู่ (Pro-EU) นั้นสูสีกันอย่างมาก ซึ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายตัดสินใจเลื่อนโครงการลงทุนและการก่อสร้างออกไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เห็นได้จากจีดีพีภาคการก่อสร้างและการผลิตในไตรมาส 1/2016 ที่หดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (ยังมีต่อตอน 2)







