posttoday
วังวนการศึกษาไทย

วังวนการศึกษาไทย

13 มิถุนายน 2559

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศผลคัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในระบบกลาง (Admission) จึงขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่สอบได้ และขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่สอบไม่ได้ ซึ่งไม่ควรจะท้อแท้เสียใจ เพราะโอกาสของชีวิตยังมีเสมอ หากเรามีใจสู้

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศผลคัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในระบบกลาง (Admission) จึงขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่สอบได้ และขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่สอบไม่ได้ ซึ่งไม่ควรจะท้อแท้เสียใจ เพราะโอกาสของชีวิตยังมีเสมอ หากเรามีใจสู้

เมื่อผลสอบออกมา ก็ตามด้วยข่าวข้อสอบ O-NET คลุมเครือในวิชาสังคมศึกษา ซึ่งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) แก้ไขและยืนยันผลคะแนนที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะมีความกังวลเรื่องข้อสอบมาตรฐาน แต่หากดูตามสถิติการสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของนักเรียน ม.6 แล้ว เรื่องมาตรฐานข้อสอบที่ว่าเป็นเรื่องใหญ่ อาจเป็นเรื่องไม่น่ากลัวเท่ากับอีกหลายปัญหาในวังวนการศึกษาไทย

ปีนี้มีความต้องการรับนักเรียนผ่าน Admission มากกว่า 1.5 แสนคน แต่มีผู้สมัครเพียง 1 แสนคน และสอบผ่านประมาณ 8.5 หมื่นคน

ปัจจุบันระบบการรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ปรับเปลี่ยนไปจากเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วมาก เมื่อก่อนต้องสอบผ่านระบบเป็นเอนทรานซ์เท่านั้น แต่ด้วยเป็นระบบที่ผู้สอบมีความเครียดสูงเพราะมีโอกาสเดียวเท่านั้น จึงพัฒนามาเป็นรูปแบบการรับนักเรียนในปัจจุบัน

คือ 1.ระบบโควตา ที่ให้นักเรียนในแต่ละพื้นที่ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ก็รับนักเรียนเรียนดีเข้ามาก่อน ด้วยระบบโควตาเช่นกัน 2.ระบบการสอบรับตรง โดยแต่ละมหาวิทยาลัยเปิดสอบเองเพื่อรับนักเรียนโดยตรง วิธีนี้เป็นที่นิยมมาก เพราะสามารถคัดเลือกผู้เรียนได้ทั้งจำนวนและความเหมาะสม และ 3.ระบบ Admission กลางที่ดำเนินการโดย สทศ.

ดังนั้น นักเรียนส่วนใหญ่จึงได้ที่เรียนกันแล้ว ก่อนจะประกาศผลสอบ Admission จึงไม่แปลกที่มีผู้สมัครสอบน้อย ยิ่งไปกว่านั้นนักเรียนที่พลาด ยังคงมีโอกาสสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐบาลและเอกชน ที่ยังคงมีที่นั่งว่างเป็นจำนวนมาก หากไม่เกี่ยงสาขาวิชา

อาจจะดีหากมองในมุมที่ว่าทุกคนได้เรียน แต่หากมองในมุมเรื่องคุณภาพ อาจเป็นวิกฤตก็ว่าได้ เพราะแสดงว่ามหาวิทยาลัยรับนักศึกษาโดยเน้นจำนวนที่มากกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้อาจเนื่องจากความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยที่ขึ้นอยู่กับค่าเล่าเรียนเป็นหลัก ซึ่งมหาวิทยาลัยของรัฐมีค่าเล่าเรียนไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้ต้องรับนักศึกษาเยอะๆ หากรับน้อยลงก็จะไม่มีงบประมาณเพียงพอ เรื่องนี้เถียงกันไม่จบ เพราะผู้ปกครอง ไทยก็อยากจ่ายค่าเล่าเรียนถูกๆ ลืมไปว่าสุดท้ายมหาวิทยาลัยก็ต้องรับเด็กมากเกิน คุณภาพก็คงไม่ได้เต็มที่

น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือ ทัศนคติของผู้ปกครองที่มักให้ลูกเลือกเรียนตามชื่อเสียงคณะและสถาบันมากกว่าจะเลือกตามความถนัด ทำให้บัณฑิตจำนวนมากจบออกมาไม่ได้ประกอบวิชาชีพตามที่ได้เล่าเรียนมา นับเป็นความสูญเสียมหาศาลไม่อาจประเมินค่าได้ เพราะคนอยากเรียนไม่ได้เรียน แต่คนสอบได้สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้วิชาที่เรียน มองมุมไหนประเทศชาติก็เสียหาย

หากระบบการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยของประเทศไทยไม่ปรับปรุงทั้งระบบ ประเทศไทยจะมีบัณฑิตปริญญาตรีมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แต่คุณภาพจะถดถอยลง ใบปริญญาจะไว้ใช้แปะฝาบ้านเท่านั้น

ดังนั้น ความกังวลเรื่องข้อสอบมาตรฐานจึงกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาในภาพรวม อย่าถามผมว่าจะแก้อย่างไร เพราะวังวนการศึกษาไทยมันผูกโยงกันจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

สุดท้ายคงต้องรออัศวินม้าขาว เข้ามาดึงเด็กไทยออกจากวังวนนี้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน