
การสร้างตัววัดความน่าเชื่อถือของ Startup
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
มีข่าวระบุออกมาว่าเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2559
คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Startup Committee : NSC) โดยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้รับการรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานของคณะทำงานเพื่อเสนอแนะนโยบายและมาตรการภาครัฐเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น โดยสรุปว่าจะมี
1.เร่งมาตรการภาษี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Policy Loan) และการค้ำประกันสินเชื่อ
2.หาทางดึงผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพ (Startup)
3.คิดจะมีการปรับเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
4.เตรียมการให้มีการประเมินความน่าเชื่อถือ/การจัดเกรด จัดอันดับความเสี่ยงที่เรียกว่า เรตติ้ง (Rating) ทั้งในด้านความสามารถและเทคโนโลยีของผู้ประกอบการที่เป็น Startup
5.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เช่น กรมสรรพากร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และภาคเอกชน
ที่ผู้เขียนสนใจมี 2 เรื่อง คือ
เรื่องที่ 1 อยากเห็นแนวทางเพื่อการผ่อนปรนแก่ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่จะมาทำงานกับวิสาหกิจเริ่มต้นไทย หรือสตาร์ทอัพไทยแลนด์ (Startup Thailand) ที่มีเจ้าภาพคือ บีโอไอ หลักๆ ที่น่าจะเห็น ก็คือ
(1) แนวทางการผ่อนปรนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่ทำงานกับสตาร์ทอัพ
(2) มาตรการจูงใจ/ส่งเสริมเพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานฝีมือต่างด้าวเข้ามาในประเทศเพื่อประโยชน์ต่อการลงทุนของประเทศ
เรื่องที่ 2 การวางแนวทางสนับสนุนให้มีการจัดทำเรตติ้งเทคโนโลยี (Technology Rating) และการค้ำประกันสินเชื่อเทคโนโลยี (Technology LoanGuarantee) โดย บสย.และ สวทช.ในฐานะคณะทำงานจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สศค. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์ และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เพื่อขออนุเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องสำหรับการจัดเรตติ้งให้ประสิทธิภาพ แม่นยำ น่าเชื่อถือ และใช้ส่งเสริม Startup ได้อย่างเต็มศักยภาพ ความริเริ่มในมาตรการของหัวข้อนี้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะทำงานเพื่อเสนอแนะนโยบายและมาตรการภาครัฐเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (คณะทำงานชุดที่ 4) ซึ่งหน่วยงานผู้รับผิดชอบ คือ สศค. กระทรวงการคลัง
ในเรื่องนี้จะต้องมีตัวชี้วัดที่เอาไปใช้ได้บนพื้นฐาน เท่าที่ผมคิดออกได้ คือ
1.สะท้อนความเสี่ยงของตัวสตาร์ทอัพในหลายมิติ ทั้งการเงิน ทั้งหนี้ ทั้งทุน รูปแบบความเสี่ยงของการระดมเงินทุน ความสามารถในการชำระหนี้ ความตั้งใจในการชำระหนี้คืน ความสามารถของเทคโนโลยีในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในโลกยุคใหม่ มีความยั่งยืน ไม่ใช่ตายไปอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับวิถีของโลก ตรงตามนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)
2.ต้องเป็นเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถือสูงมีการใช้วิชาการในการประเมิน เพราะ Rating Engine หากมีความเอนเอียง ไม่เที่ยงธรรมแล้วยากที่จะได้รับการยอมรับ ดังนั้นการ Open Data Source จึงต้องมีเพื่อให้เกิดการตรวจสอบยืนยันได้
3.เครื่องมือนี้เข้าไปทำงานในพื้นที่ซึ่งสตาร์ทอัพได้เข้าไปอยู่เพื่อถูกกำกับดูแล เพราะเหตุว่า สภาพแวดล้อมของสตาร์ทอัพกับโลกธุรกิจจริงอาจมีความเหมือนความต่าง การจะให้เกิดขึ้นจึงต้องมีพื้นที่ใน
แง่การกำกับดูแลที่มีอิสรภาพในด้านความคิดมากกว่าปกติ มีการตอบสนองต่อการใช้กฎหมายควบคุมที่รวดเร็ว ไม่วุ่นวาย หลายขั้นตอน หลายชั้น หลายรูปแบบ
เท่าที่คิดออกก็มีประมาณนี้นะครับ แต่นับเป็นข่าวดีของ Startup Thailand...







