
เจาะลึกลงทุนภาครัฐ ไม่ดึงดูดเอกชนก้าวตาม
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) วิเคราะห์ถึงการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวถึง 30% ในปี 2558 ที่ผ่านมา และเป็นความหวังในการจุดระเบิดเครื่องยนต์ของภาคเอกชนให้กลับมา
เดินเครื่องอีกครั้ง กลายเป็นการเติบโตที่โดดเดี่ยว และขัดแย้งกับการหดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ของการลงทุนภาคเอกชน
อีไอซี ตั้งคำถามว่า หากการขยายการลงทุนภาครัฐถึงระดับ 30% ต่อปี ยังไม่สามารถดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนได้ การใช้นโยบายการคลังก็ควรถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการดึงดูดการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน
ต่างจากอดีตที่ผ่านมา การลงทุนภาครัฐของไทยมีส่วนสำคัญอย่างมากในฐานะผู้นำการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างสำคัญ เช่น การก่อสร้างเขื่อนโรงไฟฟ้า และการวางระบบส่งจ่ายทั่วประเทศที่เริ่มมากว่า 60 ปี ซึ่งเป็นรากฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกประเภท การสร้างนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ดเพื่อเป็นฐานสำคัญในการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกสินค้าของไทย การขยายสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรองรับผู้โดยสารของประเทศที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 45 ล้านคน/ปี ในปัจจุบัน เปิดรับโอกาสทั้งทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเกิดขึ้นของทางหลวงและทางด่วนสายสำคัญ และการริเริ่มรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท-สีลม ที่เปลี่ยนรูปแบบการเดินทางและวิถีชีวิตของคนเมือง และสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ทั้งนี้ อีไอซีพบข้อมูล 3 ประการ ที่อาจบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพลดลงของการลงทุนภาครัฐ
ประการแรก คือ การลงทุนก่อสร้างถนนของภาครัฐมีผลลัพธ์ที่ลดลง โดยช่วง 9 ปีที่ผ่านมา งบลงทุนภาครัฐถูกจัดสรรให้กับการลงทุนก่อสร้างถนนมาโดยตลอดราว 1 ใน 3 ของงบทั้งหมด และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4% นอกจากนี้งบลงทุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดสรรเงินนอกงบเพิ่มเติม ก็เน้นไปที่การก่อสร้างถนน แต่อีไอซีพบว่า งบที่ถูกใช้ในระยะหลังจะเป็นงบซ่อมแซมและปรับปรุงมากกว่าสร้างใหม่ ขณะที่ดัชนีชี้วัดคุณภาพด้านถนนจาก World Economic Forum กลับชี้ให้เห็นว่าคุณภาพถนนของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สอง คือ การขยายตัวของการลงทุนภาครัฐหลังวิกฤตปี 2551 มักนำโดยโครงการระยะสั้นและมีขนาดเล็ก ที่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ดี แต่ให้ผลเพียงชั่วคราว ขณะที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่มีจำนวนลดลง
ประการที่สาม คือ โครงการที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการเติบโตสูง มีความล่าช้า
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การลงทุนภาครัฐกลับมาเป็นผู้นำการลงทุน ที่ตามมาด้วยความร่วมมือของภาคเอกชนเหมือนอดีตได้นั้น อีไอซีเห็นว่า การลงทุนภาครัฐควรมุ่งเน้นโครงการที่มีโอกาสพัฒนาและมีแรงดึงดูดสูงต่อการลงทุนภาคเอกชนให้มีความคืบหน้าเร็วขึ้นและมีความต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนถนนและโครงการขนาดเล็กอื่นๆ ควรทบทวนถึงผลที่ได้อย่างรอบคอบ เพื่อใช้เงินไปกับสิ่งที่ยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังจำเป็นจะต้องใช้จ่ายเงินลงทุนของภาครัฐอย่างรวดเร็วตามความต้องการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามมาพร้อมกับกระบวนการพิจารณาโครงการที่รวดเร็วและรอบคอบ เพื่อป้องกันการใช้จ่ายอย่างสูญเปล่า
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านอื่นที่นอกเหนือไปจากด้านการขนส่งก็สำคัญไม่แพ้กัน อีไอซีมองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าควรมุ่งเน้นการพึ่งพาภาคบริการ เพราะภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกกำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างยาวนาน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการผลิต การเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่การเติบโตที่อาศัยภาคบริการจำเป็นต้องอาศัยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งตามแผนของรัฐบาลแล้ว การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและด้านโทรคมนาคม ด้านการศึกษาก็ความสำคัญเช่นกัน และมีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนทั้งในต่างประเทศและต่างประเทศ
ข้อควรพิจารณาอีกประการ คือ แม้ว่าการลงทุนในโครงการขนาดเล็กจะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่การลงทุนย่อมมีต้นทุนต่อการดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐเอง เพราะอาจแย่งชิงทรัพยากรของโครงการใหญ่ในด้านกำลังแรงงานที่ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อลงทุนในโครงการขนาดเล็กเองไม่ว่าจากงบประมาณหรือเงินกู้ ย่อมสร้างภาระทางการคลังมีส่วนลดความสามารถทางการคลัง (Fiscal Space) ลง กระทบกับการดำเนินนโยบายการคลังในอนาคต ซึ่งยังมีความจำเป็นในการใช้งบประมาณสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในอีกหลายส่วน







