
ชี้โลจิสติกส์ไทยต้นทุนสูง
ทิฟฟ่า อีดีไอ เซอร์วิสเซส ชี้โลจิสติกส์ไทยต้นทุนสูงห่วงแข่งขันกับเพื่อนบ้านยาก เสนอเทคโนโลยีใหม่หวังลดต้นทุน 50% ภายใน 5 ปี
ทิฟฟ่า อีดีไอ เซอร์วิสเซส ชี้โลจิสติกส์ไทยต้นทุนสูงห่วงแข่งขันกับเพื่อนบ้านยาก เสนอเทคโนโลยีใหม่หวังลดต้นทุน 50% ภายใน 5 ปี
นายอภิลักษณ์ แวงวรรณ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทิฟฟ่า อีดีไอ เซอร์วิสเซส ผู้ให้บริการระบบจัดการเอกสารด้านการขนส่งโลจิสติกส์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในไทยยังสูงกว่าประเทศอื่น โดยเปรียบเทียบได้จากมาเลเซียซึ่งเป็นคู่แข่งด้านโลจิสติกส์โดยตรงกับไทยในภูมิภาคอาเซียน
ปัจจุบันประเทศไทยมีต้นทุนการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 625 เหรียญสหรัฐ/คอนเทนเนอร์ สูงกว่ามาเลเซียที่มีต้นทุนการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 430 เหรียญสหรัฐ/คอนเทนเนอร์ ส่วนต้นทุนการนำเข้าสินค้าไทยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 800 เหรียญสหรัฐ/คอนเทนเนอร์ สูงกว่ามาเลเซียที่มีต้นทุนการนำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 500 เหรียญสหรัฐ/คอนเทนเนอร์ ส่งผลให้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า นำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการย้ายฐานการผลิตออกไปจากไทย
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางอุตสาหกรรมที่ยังใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอยู่เนื่องจากต้องการร่นระยะเวลาการขนส่ง อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไทยมีระยะเวลาการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 14 วัน ขณะมาเลเซียอยู่ที่ 18 วัน ส่วนระยะเวลาการนำเข้าไทยอยู่ที่ 13 วัน และมาเลเซียอยู่ที่ 17 วัน
“ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์ในไทยถือได้ว่ามีการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งคู่แข่งในต่างประเทศและนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนทำธุรกิจโลจิสติกส์ในไทย ซึ่งมองว่าผู้ประกอบการไทยจะต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์” นายอภิลักษณ์ กล่าว
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับ บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ Data Mining ซึ่งเป็นระบบการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้านโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายในการช่วยลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ของไทยลง 50% ในอีก 5 ปีจากนี้ จากปัจจุบันไทยมีต้นทุนค่าขนส่งอยู่ที่ 19-23% ขณะที่ประเมินว่าต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่สามารถแข่งขันได้ในภูมิภาคอยู่ที่ 10%
สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว บริษัทได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมกระทรวงคมนาคมให้มีการพิจารณากำหนดให้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ให้กับไทยในอนาคต โดยเฉพาะการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์กรของภาครัฐภายในประเทศกับในภูมิภาคอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการขนส่งโลจิสติกส์ ทั้งไทยและอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการคาระหว่างประเทศในกลุ่มเออีซี เพื่อให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริการในระบบติดตามและตรวจสอบความปลอดภัยของตู้คอนเทนเนอร์ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากการส่งสินค้าทางรถระหว่างประเทศมีข้อกำหนดเฉพาะ อาทิ รถที่ใช้ขนส่งต้องเป็นพวงมาลัยด้านเดียวกันตลอดเส้นทาง ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตที่ได้รับการอนุมัติในทุกประเทศ ซึ่งช่องว่างดังกล่าวบริษัทจึงมองเห็นโอกาสในการให้ความมั่นใจต่อผู้ใช้บริการ
ขณะที่ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 127 ล้านบาท จากปัจจัยการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยด้านโลจิสติกส์ ซึ่งคาดว่าในปี 2560 จะเติบโตเป็น 300 ล้านบาท จากการตอบรับของเทคโนโลยีดังกล่าวที่ต้องใช้เวลาในการให้ข้อมูลลูกค้า







