
ดอกเบี้ย0% สัญญาณเศรษฐกิจซึม
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารทหารไทย หรือ TMB ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เหลือ “ศูนย์” แต่หลังจากนั้นบอร์ดธนาคารมีมติยกเลิกกลับไปใช้อัตราเดิมร้อยละ 0.125%
สร้างความตื่นตระหนกและต่อต้านในโลกโซเชียลว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น นัยว่าเป็นการบริหารต้นทุนของธนาคาร
กระแสเงินฝากดอกเบี้ย 0% ไม่ใช่ของใหม่สำหรับเศรษฐกิจยุคนี้ บางธนาคารก็อยู่ระดับต่ำกว่านี้ ในต่างประเทศดอกเบี้ยศูนย์กลายเป็นอัตราปกติ
แถมบางประเทศดอกเบี้ยติดลบด้วยซ้ำ คือนอกจากไม่ให้ดอกเบี้ยแล้วยังคิดค่าธรรมเนียมเงินฝากธนาคารอีกด้วย เช่น ญี่ปุ่น ยุโรปตะวันตก เพราะรัฐบาลต้องการกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินมาจับจ่ายใช้สอยให้เศรษฐกิจเดินหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ชะลอตัวต่อเนื่องมาหลายปี
ทว่าปัญหาของสถาบันการเงินไทยคือสภาพคล่องล้นระบบ คือเงินฝากมีมากกว่าสินเชื่อทำให้มีเงินเหลืออยู่ในระบบธนาคารสูง เหตุการณ์นี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2557 ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาสัดส่วนสินเชื่อต่อสภาพคล่องสูง มีเงินล้นระบบอยู่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท (บางข้อมูลสูงถึง 3.4 ล้านล้านบาท) ทำให้มีแรงกดดันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพราะแบงก์มีเงินเกินความต้องการ
อย่างไรก็ดี การที่สภาพคล่องของธนาคารสูงไม่ใช่ว่าไม่มีคนต้องการกู้ เพราะธุรกิจส่วนใหญ่โดยเฉพาะเอสเอ็มอียังมีความต้องการเงินเพื่อใช้ในธุรกิจ ขณะที่ภาคประชาชนเกี่ยวข้องกับความต้องการเงินกู้เพื่อไปซื้อที่อยู่อาศัย หรือใช้สอยในช่วงที่รายได้ไม่พอรายจ่าย แต่ทางสถาบันการเงินระมัดระวังเลือกลูกค้า ซึ่งต้องชัวร์จริงๆ เพราะกังวลต่อหนี้เสีย
เห็นได้จากสินเชื่อใหม่ที่ผ่านมาหดตัว ขณะที่เงินฝากธนาคารขยายตัว แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นด้านการลงทุนค่อนข้างนิ่ง ธนาคารเองก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายสินเชื่อ เห็นได้จากตัวเลขการปฏิเสธขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มจาก 20% ในปี 2558 มาเป็น 30% ตอนนี้
สภาวะดอกเบี้ยแตะหรือใกล้ “ศูนย์” ซึ่งเกิดขึ้นทั้งกับประเทศไทยและหลายประเทศในโลก กำลังบ่งบอกถึงสภาพเศรษฐกิจแท้จริงว่า ยังห่างไกลจากการฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ
กรณีของไทยซึ่งเผชิญจากวิกฤตส่งออกถดถอยติดลบต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 4 ปัญหาภัยแล้งกระทบรายได้เกษตรกร ปัญหาวิกฤตหนี้ครัวเรือนและตัวเลขการบริโภคของประชาชนอ่อนแรง ในภาคธุรกิจหากไม่เป็นรายใหญ่จริงๆ ช่วงนี้จะเป็นการชะลอการลงทุน แต่ธุรกิจซึ่งขาดสภาพคล่องไปขอกู้แบงก์ก็ไม่ปล่อย กลายเป็นว่าคนที่ธนาคารอยากให้กู้ก็ไม่กู้เพราะกลัวเสียดอก แต่รายที่อยากกู้แต่สภาพไม่น่าวางใจธนาคารก็ไม่ปล่อย
เศรษฐกิจของไทยเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่น คนที่มีสตางค์ไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะดีขึ้น ก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยนำเงินไปฝากแบงก์ทำให้เงินล้นธนาคาร แต่ชาวบ้านเงินในกระเป๋ากลับแฟบซึ่งสภาวการณ์เช่นนี้กำลังดำรงอยู่ในเศรษฐกิจปัจจุบัน
สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจของไทยกำลังเข้าสู่ “สภาวะจำศีล-ซึมยาว” คือไม่แย่กว่าเดิม แต่ก็ไม่ดีกว่าเดิม เหมือนคนเป็นไข้นอนคลุมโปง งานนี้อย่ามัวโทษกันต้องเร่งแก้...นะครับ







