
สภาวะเครดิตในจีน
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
ในช่วงที่ผ่านมานักวิเคราะห์หลายสำนักออกมาให้ความเห็นถึงความกังวลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของจีนที่ลดลงว่า จะก่อให้เกิดปัญหาลุกลามไปยังส่วนที่เหลือของโลกหรือไม่ ดัชนีตลาดหุ้นของจีนเอง (HSCEI Index) ปรับลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2015 ลงมามากกว่า 40% ทำให้ทางการจีนเร่งออกมาตรการสนับสนุนตลาดทุนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น อัดฉีดสภาพคล่อง การเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวน ตลอดจนการลดความเข้มของการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของหน่วยงานรัฐ เป็นต้น
ในอดีตการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอย่างรวดเร็วนั้น เป็นผลมาจากการเร่งการลงทุนของภาครัฐเสียส่วนใหญ่ ซึ่งดูเหมือนว่าทางการจีนเองก็กำลังพิจารณาที่จะกลับมาเลือกใช้วิธีนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอในช่วงปัจจุบัน รายงานบทวิเคราะห์จากธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า สถานะหนี้คงค้างในระบบของจีนในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้น 15% เปรียบเทียบกับในช่วงเดียวกันของปี 2014 และปี 2015 ที่ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเฉลี่ย 14% การปรับตัวขึ้นของหนี้คงค้างได้สร้างคำถามให้แก่ตลาดว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นหนี้ที่มีคุณภาพมากน้อยเพียงใด เห็นได้จากในปีนี้มีบริษัทในจีนอย่างน้อย 7 แห่ง ที่ผิดนัดชำระหนี้ในตราสารหนี้ที่ตัวเองได้เป็นผู้เสนอขายในตลาดแล้ว
พิจารณาในแง่ของสถาบันการเงินหรือผู้ให้กู้ ก็จะพบว่าภาคธนาคารเองก็ได้รับผลกระทบเชิงลบจากนโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน (การผ่อนคลายมากขึ้น) ส่งผลทำให้กำไรของกลุ่มธุรกิจภาคธนาคารจีนปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยเติบโตในอัตรา 13% ในปี 2014 เหลือเพียง 3% ในปี 2015 ยอดหนี้เสีย (หนี้ที่เกิดปัญหาการชำระคืนหนี้) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 432 พันล้านหยวน ในปี 2015 เป็น 1.3 ล้านล้านหยวน ในปัจจุบัน
ในขณะที่ยอดหนี้ของภาคธุรกิจที่นอกเหนือจากกลุ่มการเงิน อ้างอิงผลสำรวจล่าสุดของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า หนี้คงค้างในระบบที่ปรับเพิ่มขึ้นมานั้นเป็นผลมาจากภาคเอกชน ซึ่งได้รวมถึงภาครัฐวิสาหกิจ (ที่ทางการจีนใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ) ไอเอ็มเอฟประเมินว่าประมาณ 20% ของบริษัทที่สำรวจกว่า 2,800 แห่ง (ที่ไม่รวมสถาบันการเงิน และรัฐวิสาหกิจขนาดเล็ก) มีความเสี่ยงด้านเครดิตมาก นั่นคือเฉพาะแค่อีบิตดาในปี 2015 เองยังไม่พอชำระภาระผูกพันด้านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวได้เลย ในกรณีพื้นฐานไอเอ็มเอฟคาดว่าจะมีการจัดหนี้สูญประมาณ 756 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นยอดประมาณ 5% ของหนี้คงค้างทั้งหมด หรือประมาณ 7% ของจีดีพีของจีนเลยทีเดียว
สถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นนี้ ได้ทำให้นักวิเคราะห์และตลาดเริ่มกังวลถึงแนวโน้มทิศทางของหนี้เสียในระบบของจีนที่คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทางการจีนต้องเตรียมรับมือ







