
ดอกเบี้ยขาลงยุติไปแล้ว
ผลการประชุม ECB เป็นไปตามอย่างที่ตลาดคาดหมาย โดยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0% และคง Deposit Rate ไว้ที่ลบ 0.4% พร้อมกับคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน และจะเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรของภาคเอกชนในวันที่ 8 มิ.ย. โดย ECB ปรับคาดการณ์เป้าหมาย GDP Growth ของ Euro Zone ปี 2016 ขึ้นเป็น 1.6% จากเดิมที่ 1.4% คงคาดการณ์ปี 2017 ไว้ที่ 1.7% และลดปี 2018 เหลือ 1.7% จาก 1.8% พร้อมๆ กับมีการปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2016 ขึ้นเป็น 0.2% จาก 0.1%
ผลการประชุม ECB เป็นไปตามอย่างที่ตลาดคาดหมาย โดยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0% และคง Deposit Rate ไว้ที่ลบ 0.4% พร้อมกับคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน และจะเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรของภาคเอกชนในวันที่ 8 มิ.ย. โดย ECB ปรับคาดการณ์เป้าหมาย GDP Growth ของ Euro Zone ปี 2016 ขึ้นเป็น 1.6% จากเดิมที่ 1.4% คงคาดการณ์ปี 2017 ไว้ที่ 1.7% และลดปี 2018 เหลือ 1.7% จาก 1.8% พร้อมๆ กับมีการปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2016 ขึ้นเป็น 0.2% จาก 0.1%
การที่ ECB มีมุมมองต่อเศรษฐกิจที่ดีมากขึ้น ทำให้โอกาสที่จะมีการออกมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มไปจากเดิมมีน้อยลง เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ Fed สามารถขึ้นดอกเบียได้ง่ายมากขึ้น
หากยังจำกันได้ ตอนที่ Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว Fed มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะมาขึ้นต่อเนื่องในปีนี้อย่างน้อย 4 ครั้ง จนนำไปสู่กระแสเรื่องของ Policy Divergence หรือการดำเนินนโยบายที่ตรงกันข้ามกันของธนาคารกลางอื่นๆ
ทั่วโลก กับ Fed
แต่พอเอาเข้าจริง Fed กลับไม่ดำเนินการอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่มาระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย ที่จะไม่ให้แตกต่างจากธนาคารกลางอื่นๆ จนเกินไป ด้วยเหตุเพราะการดำเนินนโยบายที่แตกต่างจะนำไปสู่การแข็งค่าของ US Dollar ซึ่งนั่นจะย้อนกลับมาเป็นผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง
โดยรากเหง้าแล้วเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นมาได้ ก็เพราะ US Dollar มีการอ่อนค่ามาตลอดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของประธาน Fed คุณเจเน็ต เยลเลน หลายต่อหลายครั้งว่า Fed จะระวังไม่ให้ดอลลาร์แข็งค่ามากจนเกินไป เพื่อเป็นการรักษาทิศทางภาคส่งออกที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
เพราะฉะนั้นหาก ECB แสดงออกชัดเจนว่าจะคงนโยบายการเงินผ่อนคลายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันต่อไป โดยไม่มีการขยายหรือเพิ่มมาตรการอื่นๆ ก็จะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ Fed ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดได้มากขึ้น เช่นการขึ้นดอกเบี้ย ตัวที่จะช่วยตอกย้ำถึงโอกาสในการที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกตัวคือ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น BoJ หากยังคงนโยบายไว้ตามเดิมเช่นเดียวกับ ECB ก็น่าจะทำให้ Fed ตัดสินใจง่ายมากขึ้น
ซึ่งการคงมาตรการของทั้ง ECB และ BoJ จะเป็นการตอกย้ำว่าสภาวะดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate) ได้จบไปแล้ว
เช่นเดียวกับดอกเบี้ยในประเทศ ก็น่าจะยุติแนวโน้มขาลงไปแล้วเหมือนกัน เนื่องจากสัญญาณเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มฟื้นตัว GDP Growth ในงวด 1Q59 มีการขยายตัวที่มากกว่าคาดถึง 3.2% (ศูนย์วิจัยกสิกรคาดไว้ว่าจะขยายตัว 2.8%) ซึ่งสะท้อนว่าการอุปโภคบริโภคในประเทศไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คนกลัวกัน จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปีที่แล้ว รวมไปถึงการที่รัฐบาลเร่งใช้จ่าย ควบคู่ไปกับเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ก็เป็นอีกสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่าคาด
SET Index ที่ยังคงรักษาเนื้อรักษาตัวได้เหนือ 1,420 จุด ย่อมบ่งบอกว่าตลาดให้ความสำคัญต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed น้อยลงไปจากเดิมมาก และเปลี่ยนไปมองที่การเติบโตทั้งเงินเฟ้อและเศรษฐกิจแทน ถ้าหากทิศทางของกำไรบริษัทจดทะเบียน และเศรษฐกิจในประเทศยังขยายตัวดีอย่างที่ตลาดคาดหวัง SET Index ก็มีโอกาสที่จะไปเกิน 1,500 จุด ได้เร็วกว่าที่คาดไว้เดิม
กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเป็นตัวเด่นในช่วง SET Index วิ่ง Rally คาดว่าจะเน้นไปที่กลุ่มที่อิงกับการอุปโภคบริโภค ทั้งค้าปลีก อาหาร ธนาคาร อสังหาฯ รับเหมา การเงิน ประกัน







