
นิปปอน แพ็ค ไล่ซื้อแบรนด์ร้านอาหาร เสริมจุดแข็งปั้นกำไร
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
บริษัท นิปปอน แพ็ค (ประเทศไทย) หรือ NPP เร่งขยับไปสู่ธุรกิจร้านอาหารอย่างเต็มสูบ หลังติดใจผลตอบแทนจากการปิดธุรกรรมซื้อไปแล้ว 2 แบรนด์
“สุรพงษ์ เตรียมชาญชัย” กรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ NPP ให้สัมภาษณ์ว่า ธุรกิจหลักของบริษัทคือบรรจุภัณฑ์ ทำให้ได้ใกล้ชิดกับลูกค้ากลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นลูกค้าหลัก 90% จึงเห็นข้อมูลการเติบโตและโอกาสของธุรกิจอาหารของลูกค้าทุกราย
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของบริษัทถือเป็นธุรกิจกลางน้ำ จะต้องพึ่งพิงการเติบโตของธุรกิจลูกค้าเป็นหลัก หากสามารถบริหารจัดการได้ดี ธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจปลายน้ำ มีโอกาสที่จะทำอัตรากำไรสุทธิได้ถึง20-30% เทียบธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ 12-15%
กลยุทธ์กลุ่มร้านอาหารตั้งเป้าว่าจะมีจำนวนแบรนด์ 5-6 แบรนด์ จากปัจจุบันที่มี 2 แบรนด์ คือ เอ แอนด์ ดับบลิว (A & W) ปัจจุบันมีจำนวน 25 สาขา และร้านอาหารมิยาบิ มี 5 สาขา ในปีนี้มีแผนจะเข้าซื้อกิจการแบรนด์ร้านเพิ่มอีก 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์ไทยกับแฟรนไชส์ต่างประเทศ เป็นธุรกรรมขนาดกลาง คาดว่าจะประกาศได้ 1 ธุรกรรม ประมาณเดือน มิ.ย.นี้ และในปี 2560 จะซื้อแบรนด์ร้านเพิ่มอีก 1-2 แบรนด์ เมื่อครบตามแผน ธุรกิจอาหารจะมีความหลากหลายมากขึ้น และการซื้อกิจการจะทำให้ธุรกิจอาหารโตก้าวกระโดด
“เราต้องซื้อแบรนด์เพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน มีต้นทุนสำคัญคือ ค่าเช่าพื้นที่ หากมีร้านอาหารหลากหลายแบรนด์มากพอ จะช่วยเพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรองกับเจ้าของพื้นที่เช่าได้มากขึ้น สามารถจัดการต้นทุนค่าเช่าได้ดีขึ้น เมื่อได้แบรนด์ครบตามแผนก็จะมีการขยายสาขาเพิ่มแบบคู่ขนานไปกับแบรนด์ทั้งหมดในพอร์ต การมีทำเลของร้านที่ดีถือเป็นกุญแจความสำเร็จหนึ่ง แต่ต้องได้ในราคาที่เหมาะสมด้วย”
บริษัทร่วมถือหุ้น 45% ใน บริษัท ไทยลักซ์ ฟู้ดโปรดักส์ โรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานและอาหารแช่แข็ง มียอดขายประมาณ 300 ล้านบาท/ปี เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (TLUXE) ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอซื้อหุ้นบริษัท ไทยลักซ์ ฟู้ด โปรดักส์ จาก TLUXE ทั้งหมดที่ถือจะสรุปได้ภายในปี 2559 เมื่อบริษัทเป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาหารดังกล่าว จะสามารถใช้เป็นครัวกลางรองรับการผลิตอาหารให้ร้านอาหารในกลุ่มจำนวน 5-6 แบรนด์ จะสามารถบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ขณะนี้มีความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนจากเงินสดที่ได้จากการเพิ่มทุนรอบที่ผ่านมา400 ล้านบาท เพียงพอรองรับการทำธุรกรรมในปีนี้ ทั้งการซื้อแบรนด์ร้านอาหาร 1-2 แบรนด์ และซื้อหุ้นบริษัท ไทยลักซ์ ฟู้ด โปรดักส์ จาก TLUXE จะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 300-400 ล้านบาท แต่จะเริ่มเห็นการกู้ในปี 2560
ภายใน 2 ปีข้างหน้าหากธุรกิจอาหารมีศักยภาพ สามารถเติบโตได้ตามแผนจะย้ายหมวดการซื้อขายของหุ้น NPP จากปัจจุบันอยู่ในหมวดธุรกิจบรรจุภัณฑ์ไปเป็นโฮลดิ้ง
เอ แอนด์ ดับบลิว มีสาขาทั้งสิ้นประมาณ 25 สาขา ถึงสิ้นปี 2559 มีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มเป็นมากกว่า 30 สาขา โดยจะเปิดสาขาในศูนย์การค้าต่างจังหวัดด้วย จากเดิมที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เอ แอนด์ ดับบลิว เข้ามาในไทยเมื่อปี 2526 มีเจ้าของเดิมคือสิงคโปร์ และเปลี่ยนมือมาเป็นมาเลเซีย ซึ่งเจ้าของเดิมเน้นธุรกิจในมาเลเซียมากกว่า ส่งผลให้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เอ แอนด์ ดับบลิว ไม่ขยายสาขาเพิ่มเลย
เมื่อบริษัทเป็นเจ้าของ เอ แอนด์ ดับบลิว ในเดือน ก.ค. 2559 ในสาขาที่เปิดตอนเช้าจะเริ่มขายข้าวต้มกุ้ง เป็นกลยุทธ์ในการหาสินค้าเพิ่มความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่วนร้านมิยาบิในไตรมาส 3 ปีนี้ มีแผนจะเพิ่มสินค้าประเภทชุดเบนโตะ จากเดิมที่ขายอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง เพื่อสอบสนองลูกค้ากลุ่มเดิมที่ต้องการรับประทานอาหารแบบให้พออิ่ม
สุรพงษ์ เล่าว่า ปีนี้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังมีโอกาสการเติบโตที่ดีตามการขยายตัวของธุรกิจลูกค้าที่เติบโตสูงมาก ประกอบกับบริษัทได้ลงทุนเพิ่มสายการผลิตใหม่ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายใหญ่ชั้นแบรนด์สินค้าอาหารขนาดใหญ่ได้ดีมากขึ้น
บริษัทยังส่งออกสินค้าไปในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี )ซึ่งการเปิดเออีซีส่งผลให้แบรนด์อาหารไทยที่แข็งแรงแล้วได้ประโยชน์มาก รวมถึงส่งออกสินค้าไปตลาดใหญ่อย่างจีน มีลูกค้าบางรายเติบโตมาก จนกังวลว่าบริษัทจะผลิตบรรจุภัณฑ์ได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่วนลูกค้าแบรนด์อาหารรายใหญ่ปกติจะมีการกระจายความเสี่ยงในการซื้อบรรจุภัณฑ์
ปี 2558 บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 350 ล้านบาท สัดส่วนหลักมาจากบรรจุภัณฑ์ สำหรับในปี 2559 จะเป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารจำนวน 2 แบรนด์ คือ เอ แอนด์ ดับบลิว และร้านอาหารมิยาบิ ส่งผลให้ช่วงไตรมาสแรก ปี 2559 งบเฉพาะกิจการของบริษัทมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 150 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากบรรจุภัณฑ์ราว 120 ล้านบาท และอาหารราว 30 ล้านบาท เป็นการรับรู้รายได้จาก เอ แอนด์ ดับบลิว เป็นหลัก เพราะร้านมิยาบิเพิ่งรับรู้รายได้เข้าในเดือน มี.ค. 2559 ซึ่งยอดขายรวมไตรมาสแรกปีนี้ใกล้เคียงครึ่งแรกของปี 2558 หากดูเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยอดขายไตรมาสแรกปีนี้เติบโตขึ้น 100% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนยอดขายรวมไตรมาส 2 ปีนี้ จะอยู่ที่ 180 ล้านบาท
รายได้จากงบเฉพาะกิจการในช่วงครึ่งแรกปี 2559 ที่ประมาณ 330 ล้านบาท สูงกว่าตัวเลขของทั้งปี 2558 ที่ 279 ล้านบาท โดยยอดขายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ช่วงแรกปีนี้ยังมีสัดส่วน 60% แต่ถึงสิ้นปี 2559 ยอดขายธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะมีสัดส่วนใกล้เคียงกับอาหาร หรือบรรจุภัณฑ์อาจมีสัดส่วนสูงกว่าเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทจะทยอยรับรู้ยอดขายจากอาหารเดิมเข้ามาเพิ่มขึ้น รวมถึงแบรนด์ใหม่ตามแผนที่จะซื้อเข้ามาเพิ่ม
ปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวม 1,000 ล้านบาท เป็นจุดสูงสุดใหม่ และจะเริ่มพลิกกลับมามีกำไร ทำให้อัตรากำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ประมาณ 12% จากปี 2558 ที่ติดลบ 20.75% ผลประกอบการขาดทุนปี 2558 ที่ผ่านมาเกิดจากการทยอยตัดค่าเสื่อมของเครื่องจักรใหม่ที่บริษัทลงทุนเพิ่มสายการผลิตใหม่ราว 300 ล้านบาท
ปี 2560 ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตอีก 30% จากฐานธุรกิจที่มีปีนี้ยังไม่รวมโอกาสของการซื้อกิจการที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า และภายใน 5 ปี ระหว่างปี 2559-2563 มีโอกาสที่จะเห็นรายได้เติบโตขึ้นประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่วนผลขาดทุนปัจจุบันที่มีราว 200 ล้านบาท จะยังไม่สามารถล้างได้หมดทันภายในปีนี้







