posttoday
แนะขายภูเก็ตแยกจากไทย

แนะขายภูเก็ตแยกจากไทย

10 สิงหาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — คลังแนะ 3 แนวทาง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเดินหน้าพัฒนา ชี้ปั้นแบรนด์ภูเก็ต กระบี่ พังงา แยกจากประเทศไทย เหมือนบาหลี แยกจากอินโดนี พร้อมสร้างแบรนด์ประเทศไทยให้แข็งแกร่งพร้อมเติบโตอย่างก้าวกระโดด

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยภายในโอกาสครบรอบ 9 ปี สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวรูปแบบเดิมมานานผ่าน 3 ซี คือ ซี แซน ซัน หาดทราย สายลม ชายทะเล วิธีนำเสนอดังกล่าวมีจุดอ่อนเรื่องฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางได้ทั้งปี รวมถึงสินค้าเดิมทำให้ไทยไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาซ้ำ ครั้งที่ 2 และ 3

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเร่งปรับตัวใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ให้ความสำคัญกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและสถานที่ท่องเที่ยว พัฒนาภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น ปรับกลยุทธ์นำเสนอการขาย จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ให้แยกออกจากประเทศไทย เหมือนการนำเสนอบาหลีของประเทศอินโดนีเซีย เชื่อว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าบาหลีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเรื่องนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ควรหาแนวทางกำหนดกลยุทธ์ร่วมกัน

2.การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวผู้สูงวัย เช่น ปัจจุบันรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น และนอร์เวย์ มีนโยบายผลักดันและให้งบประมาณการสนับสนุนให้ผู้เกษียณอายุในประเทศดังกล่าวไปพักพิงต่างประเทศ เนื่องจากค่าครองชีพถูกกว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรมีแผนรองรับในกลุ่มดังกล่าวด้วย และ 3.การให้บริการทางการแพทย์ หรือเมดิคอลฮับ โดยมองว่ากลุ่มดังกล่าวควรได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง เบื้องต้นรัฐบาลอาจเปิดกว้างให้นายแพทย์ต่างประเทสสามารถเดินทางมาทำงานในประเทศไทยได้ ซึ่งเรื่องนี้ควรมีการศึกษาอย่างจริงจัง

“ที่ผ่านมาสภาอุตฯกับรัฐบาลได้เจอกันบ่อย แต่ 100% ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง แต่นับจากนี้เชื่อว่าการทำงานร่วมมือกันจะเป็นไปในรูปแบบการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้ในอีก 510 ปีข้างหน้า” นายกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องนำยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของประเทศคู่แข็ง มาเปรียบเทียบกับแผนยุทธสาสตร์ให้มีความชัดเจน อย่างประเทศฝรั่งเศส ได้ทำแผนดิติเนชั่น ฟรานซ์ 2020 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่านักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ รัสเซีย สาธารณรับประชาชนจีน อินเดีย บราซิล ซึ่งมีความใกล้เคียงกับประเทศไทย โดยมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประเทศฝรั่งเศสกับประเทสไทยมีความใกล้คียงกันเฉลี่ย 6% คนฝรั่งเศสมีการจ้างงานราว 1.5 ล้านคน แต่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ย 78 ล้านคน/ปี ขณะที่ประเทศไทยมีการจ้างงานที่มากกว่า แต่มีนักท่องเที่ยวปีนี้ เฉลี่ย 15 ล้านคน

ด้านนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เศรณี และประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในแถบภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลางมากขึ้น เนื่องจากมีประเพณี วัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย

ทั้งนี้การเปิดเสรีในซียนอย่างเป็นทางการในปี 2558 จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย เนื่องจากประเทสไทยได้รับความนิยมและสนใจเดินทางมาท่องเที่ยวจากต่างชาติ เป็นอันดับที่ 2 รองจากมาเลเซีย โดยผู้ประกอบการไทยควรพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.การทำเมืองให้น่าท่องเที่ยว 2.การสร้างเรื่องราวให้กับการท่องเที่ยว ผ่านประเพณีและวัฒนธรรม 3.การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับตลาดการจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) และ 4.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา เป็นต้น

นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธาน สทท. กล่าวว่า สทท.จะเสนอแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 4 เรื่อง คือ 1.การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว 2.การเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง 3.พัฒนาคุณภาพ และ 4.พัฒนาทักษะผู้ประกอบการให้มีความพร้อมในการเปิดเสรีอาเซียนภาคการบริการและการท่องเที่ยวในปี 2558

นอกจากนี้ได้เสนอแผนปรองดองแห่งชาติใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การปลุกกระแสให้เกิดการท่องเที่ยวแบบรักชาติ 2สร้างความปรองดองโปร่งใสสามารถตรวจสอบผู้ประกอบการได้ 3 .การสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง โดยการกระจายการท่องเที่ยวให้มั่วถึงไม่กระจุกตัวเฉพาะจังหวัดใหญ่ และ 4.เสริมสร้างความความสามารถทางการแข่งขัน คาดว่านักท่องเที่ยวปีนี้จะได้ 15 ล้านคน เพราะเศรษฐกิจดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน