
วิเคราะห์ศักยภาพจีนจากเซี่ยงไฮ้เวิลด์เอ็กซ์โป
.....รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
World Expo จัดเป็นมหกรรมระดับโลกที่มีผู้ติดตามมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากอันดับ 2 คือ มหกรรมกีฬาโอลิมปิก และอันดับ 1 คือ มหกรรมฟุตบอลโลก หรือ World Cup ที่เผอิญจัดทับซ้อนกันในปีนี้ โดย World Cup ที่แอฟริกาใต้เพิ่งจบไปไม่นาน ส่วน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เริ่มมาตั้งแต่เดือน พ.ค. และจะสิ้นสุดลงในเดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้
คงไม่ต้องบอกว่าจีนได้จัดงานนี้อย่างยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน เพราะจีนซะอย่าง
“เล็กๆ ไม่ทำ” อยู่แล้ว และสื่อหลายๆ แห่งก็ได้รายงานถึงความสวยงามตื่นตาตื่นใจของ Thailand Pavilion ซึ่งมีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับต้นๆ ของงานนี้สำหรับคนไทยที่ไปเยี่ยมชมเมื่อได้เห็นแถวที่ยาวเหยียดของคนที่รอเข้าชม Thailand Pavilion ต่างก็รู้สึก
“มีหน้ามีตา” และมีความภาคภูมิใจในการเป็นคนไทยข้อสังเกตประการหนึ่งจากการได้เข้าชมมหกรรมในครั้งนี้คือ ผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็น
“คนจีน” โดยชาวต่างชาติมีน้อยมาก ฝรั่งหัวแดงหรือหัวทองแทบไม่มีเลย ซึ่งจีนคงรู้และตั้งใจจัดมหกรรมนี้เพื่อคนในประเทศ เพราะคำบรรยายต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นภาษาจีน ทำให้รู้สึกว่าจีนจัดงานนี้เพื่อบอกคนทั้งโลกว่า “จีนทำได้” โดยไม่ต้อง “ง้อ” ชาติตะวันตก เพราะลำพังความต้องการภายในของจีนเองก็มีเพียงพอให้จีนทำงานใหญ่เพื่อคนในชาติได้และแนวคิดหรือ Theme ของงานที่ว่า
“Better City, Better Life” จีนก็สามารถนำเสนอได้อย่างชัดเจน เช่น การพัฒนาพลังทดแทนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมและการขนส่ง ลดมลภาวะและสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนเมือง ทำให้เห็นศักยภาพของจีนในการเป็น “ผู้นำ” ของโลกในอนาคตอันใกล้ว่าที่จริงความสามารถในการพัฒนาการแข่งขันของจีน (China
’s Competitiveness) เริ่มจาก “ปรัชญาแมวๆ” ของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งคนจีนถือว่าเป็น “บิดาของจีนยุคใหม่” เพราะแนวคิดที่ว่า “ไม่ว่าแมวสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ” สร้างจีนให้เจริญเติบโตเป็นเขตเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก และคาดหมายว่าจะแซงหน้าสหรัฐ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งความสามารถในการแข่งขันของจีนถูกขับเคลื่อนมาจากปัจจัย “4 C” อันได้แก่ Compromise Culture Consumerism และ Creativityการยอมรับระบบทุนนิยมในระบอบคอมมิวนิสต์ (Compromise of Communism and Capitalist) เป็น C อันดับแรกที่สร้างจีนในมีฐานะเช่นปัจจุบัน โดยการปล่อยให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างเสรี ทำให้มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นในจีนเป็นจำนวนมาก และเศรษฐกิจจีนนับตั้งแต่เปิดตลาดเสรีในปี 2521 มีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 910% สร้างงานสร้างเงิน ลดจำนวนคนจนและเพิ่มจำนวนคนชั้นกลางขึ้นมาเพื่อเป็น
“กระดูกสันหลัง” ของประเทศทั้งนี้ โดยอาศัยนโยบายความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งระบบตลาดเสรีแต่
“สั่งได้” ของจีนช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) เช่น การกำหนดให้เงินหยวนอ่อนเพื่อประโยชน์ในการส่งออก และสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างสม่ำเสมอส่วน C ตัวที่สองเป็นเรื่องของวัฒนธรรม (Culture) ซึ่งจีนสามารถใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์ 4,000 ปีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว อาหาร ยาและการแพทย์ของจีน ตลอดจนความชอบในการทำการค้าของคนจีน ล้วนเป็นวัฒนธรรมที่มีค่าของจีน
การเอาใจใส่ลูกค้า (Consumerism) และความใคร่จะค้าขายของจีนทำให้สินค้า
“Made in China” กระจายไปทั่วโลก ทั้งสินค้าต้นทางที่เป็นวัตถุดิบ สินค้าปลายทางที่จะส่งต่อให้ผู้บริโภค และสินค้าระหว่างกลาง ที่ทำให้จีนเป็นส่วนหนึ่งของ “โซ่อุปทาน” ของโลก (Global Supply Chain) เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าลูกค้าต้องการอะไร “จีนทำได้”C
ตัวสุดท้ายคือ Creativity ที่แม้คนอื่นจะค่อนขอดจีนว่าเป็นนักก๊อบปี้ตัวยง แต่จีนก็ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D (Research and Development) ตลอดจนความเอาจริงเอาจังในเรื่องพัฒนาการศึกษา ทำให้จีนสามารถผลิตสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และนำเสนอการบริการที่สร้างสรรค์ที่ช่วยมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของจีนอย่างเห็นได้ชัดอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการพัฒนาและการยอมรับฐานะการเป็น
“ผู้นำ” ไม่ใช่จีนจะปลอดความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง ซึ่งจีนเองก็รู้เรื่องนี้ดีเพราะคำว่า “ความเสี่ยง” ในภาษาจีนก็ประกอบด้วยตัวอักษร 2 ตัวที่แปลว่า “อันตราย” และ “โอกาส” ดังนั้นจีนจึงมีข้อที่ควรระมัดระวัง ซึ่งขออนุญาตวิเคราะห์ต่อในสัปดาห์หน้า






