posttoday
วิเคราะห์ศักยภาพจีนจากเซี่ยงไฮ้เวิลด์เอ็กซ์โป

วิเคราะห์ศักยภาพจีนจากเซี่ยงไฮ้เวิลด์เอ็กซ์โป

10 สิงหาคม 2553

.....รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

World Expo จัดเป็นมหกรรมระดับโลกที่มีผู้ติดตามมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากอันดับ 2 คือ มหกรรมกีฬาโอลิมปิก และอันดับ 1 คือ มหกรรมฟุตบอลโลก หรือ World Cup ที่เผอิญจัดทับซ้อนกันในปีนี้ โดย World Cup ที่แอฟริกาใต้เพิ่งจบไปไม่นาน ส่วน World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เริ่มมาตั้งแต่เดือน พ.ค. และจะสิ้นสุดลงในเดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้

คงไม่ต้องบอกว่าจีนได้จัดงานนี้อย่างยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน เพราะจีนซะอย่าง “เล็กๆ ไม่ทำ” อยู่แล้ว และสื่อหลายๆ แห่งก็ได้รายงานถึงความสวยงามตื่นตาตื่นใจของ Thailand Pavilion ซึ่งมีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับต้นๆ ของงานนี้

สำหรับคนไทยที่ไปเยี่ยมชมเมื่อได้เห็นแถวที่ยาวเหยียดของคนที่รอเข้าชม Thailand Pavilion ต่างก็รู้สึก “มีหน้ามีตา” และมีความภาคภูมิใจในการเป็นคนไทย

ข้อสังเกตประการหนึ่งจากการได้เข้าชมมหกรรมในครั้งนี้คือ ผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็น “คนจีน” โดยชาวต่างชาติมีน้อยมาก ฝรั่งหัวแดงหรือหัวทองแทบไม่มีเลย ซึ่งจีนคงรู้และตั้งใจจัดมหกรรมนี้เพื่อคนในประเทศ เพราะคำบรรยายต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นภาษาจีน ทำให้รู้สึกว่าจีนจัดงานนี้เพื่อบอกคนทั้งโลกว่า “จีนทำได้” โดยไม่ต้อง “ง้อ” ชาติตะวันตก เพราะลำพังความต้องการภายในของจีนเองก็มีเพียงพอให้จีนทำงานใหญ่เพื่อคนในชาติได้

และแนวคิดหรือ Theme ของงานที่ว่า “Better City, Better Life” จีนก็สามารถนำเสนอได้อย่างชัดเจน เช่น การพัฒนาพลังทดแทนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมและการขนส่ง ลดมลภาวะและสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนเมือง ทำให้เห็นศักยภาพของจีนในการเป็น “ผู้นำ” ของโลกในอนาคตอันใกล้

ว่าที่จริงความสามารถในการพัฒนาการแข่งขันของจีน (China’s Competitiveness) เริ่มจาก “ปรัชญาแมวๆ” ของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งคนจีนถือว่าเป็น “บิดาของจีนยุคใหม่” เพราะแนวคิดที่ว่า “ไม่ว่าแมวสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ” สร้างจีนให้เจริญเติบโตเป็นเขตเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก และคาดหมายว่าจะแซงหน้าสหรัฐ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งความสามารถในการแข่งขันของจีนถูกขับเคลื่อนมาจากปัจจัย “4 C” อันได้แก่ Compromise Culture Consumerism และ Creativity

การยอมรับระบบทุนนิยมในระบอบคอมมิวนิสต์ (Compromise of Communism and Capitalist) เป็น C อันดับแรกที่สร้างจีนในมีฐานะเช่นปัจจุบัน โดยการปล่อยให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างเสรี ทำให้มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นในจีนเป็นจำนวนมาก และเศรษฐกิจจีนนับตั้งแต่เปิดตลาดเสรีในปี 2521 มีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 910% สร้างงานสร้างเงิน ลดจำนวนคนจนและเพิ่มจำนวนคนชั้นกลางขึ้นมาเพื่อเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ

ทั้งนี้ โดยอาศัยนโยบายความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งระบบตลาดเสรีแต่ “สั่งได้” ของจีนช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) เช่น การกำหนดให้เงินหยวนอ่อนเพื่อประโยชน์ในการส่งออก และสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างสม่ำเสมอ

ส่วน C ตัวที่สองเป็นเรื่องของวัฒนธรรม (Culture) ซึ่งจีนสามารถใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์ 4,000 ปีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว อาหาร ยาและการแพทย์ของจีน ตลอดจนความชอบในการทำการค้าของคนจีน ล้วนเป็นวัฒนธรรมที่มีค่าของจีน

การเอาใจใส่ลูกค้า (Consumerism) และความใคร่จะค้าขายของจีนทำให้สินค้า “Made in China” กระจายไปทั่วโลก ทั้งสินค้าต้นทางที่เป็นวัตถุดิบ สินค้าปลายทางที่จะส่งต่อให้ผู้บริโภค และสินค้าระหว่างกลาง ที่ทำให้จีนเป็นส่วนหนึ่งของ “โซ่อุปทาน” ของโลก (Global Supply Chain) เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าลูกค้าต้องการอะไร “จีนทำได้”

C ตัวสุดท้ายคือ Creativity ที่แม้คนอื่นจะค่อนขอดจีนว่าเป็นนักก๊อบปี้ตัวยง แต่จีนก็ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D (Research and Development) ตลอดจนความเอาจริงเอาจังในเรื่องพัฒนาการศึกษา ทำให้จีนสามารถผลิตสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และนำเสนอการบริการที่สร้างสรรค์ที่ช่วยมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของจีนอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการพัฒนาและการยอมรับฐานะการเป็น “ผู้นำ” ไม่ใช่จีนจะปลอดความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง ซึ่งจีนเองก็รู้เรื่องนี้ดีเพราะคำว่า “ความเสี่ยง” ในภาษาจีนก็ประกอบด้วยตัวอักษร 2 ตัวที่แปลว่า “อันตราย” และ “โอกาส” ดังนั้นจีนจึงมีข้อที่ควรระมัดระวัง ซึ่งขออนุญาตวิเคราะห์ต่อในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค