
‘อยุธยา’เพิ่มเป้าปีนี้
หลังครึ่งปีสินทรัพย์แตะ7.5หมื่นล. จ่อออกกองทุนนอกทริกเกอร์เพิ่ม
โพสต์ทูเดย์
— AYF ปรับเป้าเอยูเอ็มสิ้นปีแตะ 8 หมื่นล้านบาท หลังครึ่งปีแรกเข้าเป้า 7.5 หมื่นล้านบาทแล้ว เตรียมเจาะลูกค้าธนาคารแม่ “กรุงศรี” ซื้อกองทุนเพิ่มนายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยุธยา (AYF) เปิดเผยว่า ครึ่งแรกของปี 2553 บริษัทสามารถขยายมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ของบริษัทเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากสิ้นปี 2552 อยู่ที่ 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งการเติบโตของสินทรัพย์ถือว่าถึงเป้าหมายปีนี้ ทำให้บริษัทเพิ่มเป้าเอยูเอ็มใหม่เป็น 8 หมื่นล้านบาทในสิ้นปีนี้
ปัจจุบันธุรกิจกองทุนรวมมีสินทรัพย์ 4.5 หมื่นล้านบาท กองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างละ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนของธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลเติบโต 50% จากสิ้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากลูกค้าสถาบันต่างชาติเพิ่มเงินให้บริษัทบริหารจัดการ ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังคงเน้นลูกค้าขนาดกลางเป็นหลัก
“
ครึ่งปีแรกกองทุนทั้งระบบแทบไม่โต และครึ่งปีหลังคงโตได้ไม่มาก เพราะแบงก์เริ่มระดมเงินฝากเพราะดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้กองทุนตลาดเงินได้รับผลกระทบ” นายฉัตรพี กล่าวในฐานะเป็นบริษัทในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) บริษัทมีแผนเข้าถึงบัญชีของลูกค้าในเครือที่มีกว่าทั้งสิ้น 8 ล้านบัญชี โดยจะเข้าไปพิจารณาศักยภาพของลูกค้าที่คาดว่าจะมีโอกาสเข้ามาซื้อใช้บริการกับบริษัทประมาณ 12% จากบัญชีทั้งหมด จากปัจจุบันบริษัทมีบัญชีลูกค้า 4 หมื่นบัญชี รวมทั้งใช้สาขาธนาคารที่มีกว่า 580 สาขา เพิ่มสินทรัพย์ของบริษัท
สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทมีแผนออกกองทุนเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ 1 กองทุน และออกกองทุนทริกเกอร์ที่กำหนดผลตอบแทนที่ชัดเจนเพิ่ม
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บลจ.อยุธยา กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นยังอยู่ในช่วงขาขึ้น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของไทยออกมาดีเกินคาด ประกอบกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังมีแนวโน้มเติบโตสูง และคาดว่าปีนี้จะโต 2025% และปีหน้าโต 1520% ซึ่งไม่ได้เห็นการเติบโตระดับนี้มานานแล้ว อาจดึงเงินต่างชาติเข้ามาเพิ่ม
“
ปีนี้หุ้นต่ำสุดแถว 700 จุด ปกติหุ้นจะแกว่งขึ้นลง 30% โอกาสที่จะเห็น 910 จุด ก็เป็นไปได้ หากเงินต่างชาติยังเข้าต่อเนื่อง และหากมีปัจจัยที่นอกเหนือความคาดหมายอาจหนุนให้หุ้นแรลลีต่อได้ จากเป้าดัชนีที่เราเคยมองไว้ที่ 850 จุด” นายประภาส กล่าวอย่างไรก็ตาม ดัชนีก็มีโอกาสหลุด 800 จุดได้ ขึ้นกับปัจจัยที่มากระทบ ซึ่งในกรณีแนวโน้มที่อาจมีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนขายทำกำไร โดยหุ้นที่มองเชิงบวก ได้แก่ กลุ่มธนาคาร อาหาร และพาณิชย์ แต่มองเชิงลบในกลุ่มสื่อสาร เนื่องจากยังมีความเสี่ยงในเชิงนโยบาย กลุ่มขนส่ง และรับเหมาก่อสร้าง







