posttoday
‘บลูพินฯ’โละ คลาสสิฟายด์

‘บลูพินฯ’โละ คลาสสิฟายด์

30 พฤษภาคม 2559

บลูพินฯ เจอพิษเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างแบรนด์ เล็งยุบแบรนด์คลาสสิฟายด์ หันโฟกัส บลู คอร์เนอร์

บลูพินฯ เจอพิษเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างแบรนด์ เล็งยุบแบรนด์คลาสสิฟายด์ หันโฟกัส บลู คอร์เนอร์

นายถาวร กนกวลีวงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท บลูพิน อินเตอร์เทรด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น บลู คอร์เนอร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างให้กับแบรนด์เสื้อผ้าทั้งหมด 5 แบรนด์ที่ทำตลาดอยู่ โดยอาจจะปรับยุบแบรนด์ หรือปรับรูปแบบการทำตลาดให้กับบางแบรนด์ และชะลอการนำเข้าแบรนด์เสื้อผ้าจากต่างประเทศชั่วคราว จากเดิมที่มีแผนจะนำเข้าแบรนด์ใหม่มาทำตลาดในปีนี้ เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจปีนี้ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว กำลังซื้อลดลงมาก ซึ่งเป็นต่อเนื่องมา 1-2 ปีแล้ว โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มบลูพินฯ ทำตลาดให้แบรนด์เสื้อผ้าด้วยกัน 5 แบรนด์ แบ่งเป็นแบรนด์ของตัวเอง 2 แบรนด์ คือ บลู คอร์เนอร์ เสื้อผ้าลำลองสไตล์วินเทจ สัดส่วนยอดขาย 25% และคลาสสิฟายด์ เสื้อผ้าคนทำงาน สัดส่วนยอดขาย 15% แบรนด์ที่ได้ลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น แต่ผลิตเอง 1 แบรนด์ คือ พอร์ตแลนด์ สัดส่วนยอดขาย 35% และแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ 2 แบรนด์ คือ เซลิโอ (Celio) เสื้อผ้าผู้ชายจากฝรั่งเศส และลิลลี่ (LILY) เสื้อผ้าผู้หญิงจากเซี่ยงไฮ้ ซึ่งกลุ่มแบรนด์นำเข้ามีสัดส่วนรายได้ประมาณ 25%

สำหรับการปรับโครงสร้างแบรนด์นั้น อยู่ระหว่างพิจารณาว่าอาจจะยุบแบรนด์คลาสสิฟายด์ แล้วนำไปรวมกับบลู คอร์เนอร์ เพื่อเน้นการทำตลาดให้กับแบรนด์บลู คอร์เนอร์ อย่างจริงจัง เพราะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้ามาก และเพิ่มไลน์สินค้ากลุ่มเสื้อผ้าคนทำงานให้กับบลู คอร์เนอร์ เนื่องจากปัจจุบัน บลู คอร์เนอร์ มีแต่เสื้อผ้าลำลอง โดยมีความเป็นไปได้ทั้งยุบแบรนด์คลาสสิฟายด์ไปเลย หรือแบรนด์อาจจะมีอยู่ แต่ไม่ได้เน้นมาก และย้ายเข้ามาอยู่ในช็อปของบลู คอร์เนอร์ ซึ่งหากทั้งสองแบรนด์นี้รวมกัน จะมีสัดส่วนยอดขายถึง 40% ของรายได้รวม สูงกว่าแบรนด์พอร์ตแลนด์

“แบรนด์พอร์ตแลนด์ที่มีสัดส่วนยอดขายสูง เพราะมีทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและเสื้อผ้าผู้หญิง ซึ่งหากบลู คอร์เนอร์ มีไลน์เสื้อผ้าที่หลากหลายขึ้น ก็คาดว่าจะมีสัดส่วนยอดขายที่สูงขึ้นเช่นกัน” นายถาวร กล่าว

นอกจากนี้ อาจจะเพิ่มไลน์เสื้อผ้าแนวสปอร์ตแฟชั่นให้กับบลู คอร์เนอร์ด้วย เนื่องจากเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก และคาดว่าจะยังแรงต่อเนื่อง จากกระแสความสนใจเรื่องข่าวกีฬา ส่วนแบรนด์เซลิโอ ที่นำเข้ามาทำตลาดในไทยได้ประมาณ 5 ปี ปัจจุบันครบสัญญาลิขสิทธิ์ที่ได้รับอนุญาตแล้ว อาจจะทบทวนแผนที่จะไม่ทำตลาดต่อ เนื่องจากบริษัทเจ้าของแบรนด์เซลิโอก็ปรับเปลี่ยนนโยบาย หันไปเน้นตลาดภายในประเทศและกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้แนวของเสื้อผ้าอาจจะไม่สอดรับกับความต้องการของคนไทย ส่วนแบรนด์ลิลลี่ทำตลาดในไทยได้ 3 ปีแล้ว ได้รับการตอบรับที่ดี

ด้านการเปิดสาขาใหม่ปีนี้จะมีสาขาใหม่เพียง 1 สาขาที่ภูเก็ต ซึ่งเปิดไปแล้วในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่วนแผนจากนี้จะเน้นการปรับปรุงสาขาเดิมให้ดูทันสมัย โดยเฉพาะสาขาที่มียอดขายที่ดีมากๆ เพื่อเร่งสร้างยอดขาย ใช้งบลงทุนปรับปรุงหรือรีโนเวตราว 40-50 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทั้ง 5 แบรนด์ มีสาขารวม 20 แห่ง กับอีก 300 จุดเคาน์เตอร์กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่วนกลยุทธ์การทำตลาด ได้จับมือกับคอตตอน ยูเอสเอ ร่วมออกคอลเลกชั่นใหม่ ซึ่งคาดว่าภาพรวมการปรับตัวทั้งหมดจะดันให้ยอดขายรวมปีนี้เติบโต 10-15% จากปีที่แล้วที่มียอดขาย 900 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน