
ธปท.สกัดจุดอ่อนลงทุน นโยบายรัฐต้องชัด-ต่อเนื่อง
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกรายงานการส่งเสริมการลงทุนของไทยให้ยั่งยืน โดยเก็บข้อมูลจากภาคเอกชนทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการ 24 หน่วยงาน และภาครัฐ 8 หน่วยงาน ว่าภาครัฐควรทำนโยบายอื่นที่จำเป็นต่อการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มเติมจากมาตรการภาษีหรือไม่
เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่ประสบปัญหาหลายด้านนั้น ทางออกหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน คือ ต้องเพิ่มการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการออกมาตรการทางภาษีหลายอย่างเพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนเร็วขึ้น แต่ก็เป็นเพียงปัจจัยเสริมในการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น
การเก็บข้อมูลของ ธปท.ครั้งนี้ จึงมีคำถามสำคัญว่า นโยบายใดของภาครัฐที่เอกชนต้องการมากที่สุดในปัจจุบันเพื่อตัดสินใจการลงทุน และภาครัฐจะผลักดันนโยบายเหล่านั้นให้สำเร็จได้อย่างไร
ผลออกมาพบว่า นโยบายรัฐที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเพื่อเพิ่มการลงทุนมี 4 เรื่องหลัก คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านคมนาคม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่งและเปิดพื้นที่การลงทุนแหล่งใหม่ตามแนวเส้นทางคมนาคม แต่สิ่งสำคัญ คือ ภาคเอกชนต้องมั่นใจว่าภาครัฐทำได้ตามแผนจึงจะเริ่มลงทุนตาม
เรื่องต่อมาคือ การยกระดับคุณภาพการศึกษาและคุณภาพแรงงาน ภาคเอกชนห่วงเรื่องคุณภาพของนักเรียนและนักศึกษาจบใหม่ รวมทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานในระดับช่างเทคนิคที่มีทักษะและแรงงานระดับผู้เชี่ยวชาญที่จะทำการวิจัยและพัฒนา (R&D) ถัดมา คือการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ ธุรกิจอาจจะมีโจทย์วิจัยอยู่แล้ว ขณะที่ภาครัฐสามารถช่วยเรื่องนักวิจัยและเรื่องเงินทุนได้ เช่น โครงการ Talent Mobility ที่ให้นักวิจัยของภาครัฐเข้าไปช่วยวิจัยในภาคเอกชน หรือมาตรการหักลดหย่อนเงินลงทุนการวิจัยและพัฒนาได้ 3 เท่า
สุดท้าย เป็นที่น่าสังเกตว่าภาคเอกชนไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านมาตรการภาษี เช่น มาตรการซูเปอร์คลัสเตอร์ เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือ New Growth Engine 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สอดคล้องกับการศึกษาในอดีต
จะเห็นได้ว่านโยบายที่เสนอมาหลายเรื่องถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ของประเทศแล้ว คำถามสำคัญ คือ ภาครัฐควรผลักดันนโยบายการลงทุนอย่างไรให้สำเร็จ จากการสังเคราะห์ข้อมูลพบว่ามีปัจจัย 5 ประการ
1.มาตรการสนับสนุนการลงทุนตอบโจทย์ได้เหมาะสม (Make Sense) กับศักยภาพของประเทศ อยู่ในความสนใจของภาคเอกชน และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง ตั้งอยู่บนพื้นฐานให้ภาคเอกชนเป็นผู้ตัดสินใจลงทุนและปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและกำกับดูแลกฎเกณฑ์
2.มาตรการควรมีจุดมุ่งเน้นชัดเจน (Focus) และมีจำนวนไม่มาก เพื่อให้ทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่จำกัดไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเต็มที่ เช่น เลือกผลักดันนโยบายที่สำคัญก่อน เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย พื้นที่เป้าหมายที่จะส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น
3.โครงการลงทุนควรมีเจ้าภาพหลักและมีการประสานงานที่ดี (Coordination) จากประสบการณ์ในอดีต โครงการที่ล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาการประสานงาน ทั้งรัฐต่อรัฐ รัฐต่อเอกชน จึงควรกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพที่เป็นผู้รับผิดชอบชัดเจน และควรตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ
4.นโยบายลงทุนมีความต่อเนื่อง (Continuity) เพราะเมื่อผู้กำหนดนโยบายเปลี่ยน นโยบายจะเปลี่ยนตาม และไม่มีการผลักดันหรือให้งบสนับสนุนนโยบายเดิม จึงเสนอให้สร้างสนับสนุนนโยบายจากภาคเอกชนและภาคประชาชนเพิ่มเติมผ่านปัจจัยความสำเร็จ 3 ข้อแรก
5.มีการติดตามประเมินผลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง รวมทั้งมีการเปิดเผยความคืบหน้าของโครงการหรือมาตรการอย่างเป็นระบบที่ทุกฝ่ายเข้าถึงได้ ซึ่งจะส่งผลให้เอกชนเชื่อมั่นและตัดสินใจลงทุน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ได้มีการยกตัวอย่างโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า โครงการจะตอบโจทย์และ Focus ได้ดีขึ้น ถ้าภาครัฐทุ่มเททรัพยากรไปเขตเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงก่อน 1-2 แห่ง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนและภาคประชาชนในพื้นที่ ควรเพิ่มการประสานระดับพื้นที่ในเรื่องสำคัญ อาทิ การอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งโรงงานและการบริหารแรงงานต่างด้าว
โดยนโยบายต้องมีความต่อเนื่องและมีการประเมินผลความคืบหน้าของโครงการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะความคืบหน้าการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม เพราะเอกชนจะตัดสินใจไปลงทุนเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเสร็จเรียบร้อยแล้ว







