
ไทยคมจ่อปรับเป้ารายได้
ไทยคมเล็งทบทวนเป้าหมายรายได้ปีนี้ รับทีวีแข่งดุ วันที่ 26 พ.ค. ยิงดาวเทียมไทยคม 8 เริ่มรับรู้รายได้ไตรมาส 3-4 ปีนี้
ไทยคมเล็งทบทวนเป้าหมายรายได้ปีนี้ รับทีวีแข่งดุ วันที่ 26 พ.ค. ยิงดาวเทียมไทยคม 8 เริ่มรับรู้รายได้ไตรมาส 3-4 ปีนี้
นายวุฒิ อัศวเสริมเจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยคม (THCOM) เปิดเผยว่า ภายหลังการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2559 บริษัทเตรียมนำข้อมูลประกอบการเพื่อพิจารณาทบทวนเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2559 เนื่องจากขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติกระทบต่อลูกค้าที่เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมของบริษัท เพราะภาพธุรกิจทีวีดาวเทียมและทีวีดิจิทัลมีการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น ขณะนี้บริษัทได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไปแล้วจำนวน 84 ล้านบาท
สำหรับการเติบโตของรายได้ในปีนี้ได้รับปัจจัยบวกจากการรับรู้รายได้เต็มปีเป็นปีแรกจากดาวเทียมไทยคม 7 ซึ่งในช่วงไตรมาส 4 ปี 2558 มีอัตราการเช่าช่องสัญญาณได้เต็ม 100% รวมถึงแผนการยิงดาวเทียมไทยคม 8 มูลค่าลงทุนประมาณ 180 ล้านเหรียญสหรัฐ จะยิงขึ้นสู่วงโคจรในวันที่ 26 พ.ค. 2559 และเริ่มทยอยรับรายได้ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 ปีนี้
ปัจจุบันบริษัทมียอดขายล่วงหน้า 17% ของช่องสัญญาณดาวเทียมทั้งหมด ซึ่งภายใน 12 เดือนหลังจากยิงแล้ว ได้วางเป้าหมายจะมียอดขาย 50% เกินจุดคุ้มทุนที่ระดับ 30% ของช่องสัญญาณดาวเทียมทั้งหมด
ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจให้บริการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมประมาณ 75-80% ที่เหลือมาจากรายได้ของธุรกิจบริษัทลูก อาทิ บริษัท ลาว เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ (LTC) ซึ่งให้บริการโทรศัพท์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นมาก รวมถึงบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ
“กำไรในปีนี้ของบริษัทจะพยายามทำออกมาให้ได้ระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการบริหารลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ และทำรายได้ให้เติบโตดีขึ้นด้วย” นายวุฒิ กล่าว
ธุรกิจบรอดคาสต์ยังมีอนาคตการเติบโตที่ดี จากแนวโน้มผู้ให้บริการทีวีดาวเทียมรูปแบบเพย์ทีวีมีโอกาสจะเช่าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับการออกอากาศจากระบบธรรมดาในปัจจุบันไปเป็นแบบคมชัดสูง (HD) ขณะที่ตลาดในประเทศอินเดียยังมีโอกาสการเติบโตที่ดี
บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อกิจการธุรกิจดาวเทียมภูมิภาคเอเชียจำนวน 2-3 ราย โดยจะสรุปการลงทุนในช่วงปลายปี 2559 ถึงต้นปี 2560 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมในพื้นที่ซึ่งบริษัทยังไม่มีให้บริการ โดยบริษัทมีนโยบายเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้น 51% ขึ้นไป เพื่อให้มีอำนาจในการควบคุมและบริหารจัดการ ทั้งนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีและซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าภาวะปกติ
“หากสามารถซื้อได้สำเร็จจะถือเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าการซื้อกิจการที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทที่เคยมีมา บริษัทมีความพร้อม มีเงินสด 3,000 ล้านบาท และสามารถกู้เงินเพิ่ม เพราะมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี-อี) ที่ต่ำเพียง 0.6 เท่า”







