
เอสเอ็มอีมือโปร:แนวคิดการเมืองสู่การค้า
ระยะหลังๆ มานี้ มีนักเศรษฐศาสตร์และนักการตลาดนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน การบริหาร ฯลฯ กันจำนวนมาก หลายแนวคิดก็ใหม่มากเสียจนยังต้องมีการปรับแก้กันอยู่เรื่อยๆ...
ระยะหลังๆ มานี้ มีนักเศรษฐศาสตร์และนักการตลาดนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน การบริหาร ฯลฯ กันจำนวนมาก หลายแนวคิดก็ใหม่มากเสียจนยังต้องมีการปรับแก้กันอยู่เรื่อยๆ...
โดย...อานนท์
ระยะหลังๆ มานี้ มีนักเศรษฐศาสตร์และนักการตลาดนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน การบริหาร ฯลฯ กันจำนวนมาก หลายแนวคิดก็ใหม่มากเสียจนยังต้องมีการปรับแก้กันอยู่เรื่อยๆ
วันนี้ผมเลยขอสวนกระแสหวนกลับไปดูแนวคิดแบบเก่าของนักคิดสมัยก่อนกันดูบ้าง เพราะหลายๆ อย่างนั้น แม้จะเก่าก็ยังใช้ได้อยู่ดี และหลายแนวคิดนั้นนักคิดไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ|ด้านเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นนักคิดด้านการเมือง แต่ก็สามารถนำแนวคิดมาใช้กับการบริหารกิจการได้
เช่นแนวคิดของ นิโคโล มาคิอาเวลลี นักคิดชื่อดังของยุโรปในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งนำเสนอหลักของผู้ปกครอง ซึ่งผมเห็นว่ามีข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดที่มาคิอาเวลลีกล่าวไว้ว่า ในฐานะผู้ปกครองนั้น หากมีความจำเป็นที่จะต้องลงโทษคนในปกครองคนไหนก็ตาม จะต้องรีบทำให้เสร็จโดยเร็วไปในทีเดียว
แต่ในทางตรงกันข้าม หากต้องการให้รางวัล หรือทำอะไรที่ทำให้คนในปกครองพอใจ ก็ควรจะค่อยๆ ทำ ดำเนินการไปทีละเล็กละน้อย เพื่อสามารถทำต่อให้ได้นานๆ
มุมมองดั้งเดิมของมาคิอาเวลลีนั้น เป็นมุมมองแบบการเมือง ดังนั้น แนวคิดนี้จึงเป็นเรื่องถูกต้องและน่าสนใจ กล่าวคือ ถ้าจะเอาใจประชาชนก็ควรจะเอาใจบ่อยๆ แต่หากจะบ่อยแบบมากๆ ทุกครั้งก็คงไม่มีงบประมาณ เลยต้องค่อยๆ ทำ ทำนองเดียวกับที่สายัณห์ สัญญา มักจะพูดอยู่บ่อยๆ ว่า ขอให้แฟนๆ รักน้อยๆ แต่รักให้นานๆ
หากถามนักการเมือง สิ่งที่อยากได้จริงๆ คือ อยากให้ประชาชนรักนานด้วยและรักมากด้วย แต่ก็กลับไปสู่จุดเดิมว่า เมื่อไม่มีงบประมาณ การทำให้ประชาชนรักน้อยๆ รักนานๆ ก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการทำให้รักมากโครมเดียว แล้ว “หมดก๊อก”
หันมามองในแง่ของการบริหารธุรกิจกันบ้าง สิ่งที่ควรเลียนแบบไอเดียของมาคิอาเวลลีก็คือ ถ้าจะลงโทษใครต้องทำทันที หากพบพนักงานคนไหนทำผิดต้องไม่ละเลยหรือปล่อยทิ้ง เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายที่หนักหนาสาหัสมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคนที่ทำผิดเป็นระดับหัวหน้า หรือการทำผิดนั้นเป็นเรื่องของการทุจริต การปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป อาจจะเพราะเจ้าของกิจการใจดี หรืออยากรอเวลาให้สถานการณ์คลี่คลายไปเอง รอให้คนทำผิดได้สำนึกผิดเอง กว่าจะถึงวันนั้นก็ไม่รู้ว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจะมากแค่ไหน และอาจส่งผลถึงกระทั่งให้องค์กรล้มละลายไปเลยก็ได้ ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่พบผู้กระทำผิด ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ ก็ต้อง “จัดการ” โดยทันที
แต่การจัดการนั้น มีได้ทั้งแบบการลงโทษในที่ลับและการลงโทษในที่แจ้ง แล้วแต่สถานการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น หากเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ไม่ได้กระทบกับผู้อื่น ก็อาจจะลงโทษแบบเงียบๆ เช่น ออกหนังสือเตือน หรือหักเงินเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่จะรู้เฉพาะตัว ไม่ได้รู้กันทั่วไป ไม่ก่อให้เกิดความอับอาย และเป็นการเปิดโอกาสให้ปรับตัว
แต่หากการทำผิดนั้นเป็นเรื่องใหญ่ และไม่อยากให้ใครเลียนแบบ หรือต้องการให้เห็นเป็นตัวอย่าง ต้องการเชือดไก่ให้ลิงดู ก็อาจจะต้องลงโทษในที่แจ้ง เช่น การติดประกาศการลงโทษให้เห็นชัดเจน เป็นต้น ซึ่งก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยว่า วิธีนี้อาจจะก่อเกิดความอับอาย และอาจจะเลยไปถึงการที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อีก หรือก่อให้เกิดความโกรธแค้นต่อมาในอนาคต ซึ่งต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำในประกาศให้เหมาะสมในระดับที่รับกันได้
ส่วนการให้รางวัลนั้น ในเชิงของการบริหารประเทศ การให้ทีละน้อย นานๆ ก็สามารถปรับใช้กับธุรกิจได้เหมือนกัน เพราะในองค์กรธุรกิจมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับการบริหารประเทศ คือ มีงบประมาณที่จำกัด จะใช้ให้มากหรือให้หมดไปในทีเดียวก็ย่อมไม่สามารถทำได้ นอกจากนั้นในแง่ของการบริหารกิจการ เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารไม่จำเป็นต้องทำให้พนักงาน “รัก” เหมือนที่นักการเมืองต้องการ แต่จะต้องทำให้พนักงาน “นับถือ” และเข้าใจ จนสามารถทำงานตามโครงสร้างการบริหารองค์กรได้
แต่สิ่งที่จะต้องทำให้พนักงาน “รัก” ให้ได้คือ ตัวองค์กร หรือบริษัท องค์กรไหนก็ตามที่สามารถสร้างความรัก ความสามัคคี และทำให้พนักงานรู้สึกผูกพัน เป็นเจ้าของ เป็นผู้มีส่วนร่วม ก็จะทุ่มเททำงานให้อย่างเต็มความสามารถ ผู้บริหารที่ดีจึงจะต้องทำให้พนักงาน “รัก” ใน “องค์กร” ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสร้างความเชื่อมั่น รวมไปถึงระบบการให้รางวัลอย่างเหมาะสม
ในอดีตอาจจะมีอยู่บ้างที่คนทำงานเพราะรัก โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน แต่โลกวันนี้ที่คนเก่งพร้อมจะย้ายองค์กรทุกเมื่อ การให้ผลตอบแทนที่ดีจะเป็นหนึ่งในเครื่องสร้างความผูกพันกับองค์กร ซึ่งการให้น้อยๆ แต่นานๆ ในแนวคิดของมาคิอาเวลลีสามารถทำได้คือ หากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีก็อาจจะมีการปรับเงินเดือนทีละไม่มากนัก แต่มีรางวัลอื่นเสริม เช่น รางวัลพนักงานดีเด่นประจำเดือน รางวัลสำหรับพนักงานขายที่ทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย ฯลฯ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมการให้ผลตอบแทนแบบอื่นๆ ที่ไม่สามารถให้ได้มากในช่วงการค้าถดถอย แต่ก็จะยังสามารถซื้อใจพนักงานได้ครับ







